คลื่นสัญญาณมือถือ

หลังจากค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ได้ทดสอบระบบ 3G และเปิดให้บริการในหลายพื้นที่ หลายคนพอทราบข่าวก็ค้นหาเครื่องโทรศัพท์ระบบ 3G ตามเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต เมื่อตรวจเช็คดูสเปคแต่ละเครื่องแล้ว ก็เริ่มสงสัยกับคลื่นความถี่ของเครื่องโทรศัพท์มือถือในบ้านเมืองเรา ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วจะใช้กับระบบ 3G ของทุกเครือข่ายได้หรือไม่ และค่ายโทรศัพท์ต่างๆ เช่น AIS DTAC True และ Hutch เป็นต้น ใช้คลื่นความถี่อะไรในระบบ 3G นีดฟอร์เมนดอทคอมขออนุญาตแชร์ข้อมูลคลายความสงสัยในเรื่องนี้ แต่ก่อนที่จะไปดูคลื่นความถี่ 3G ของค่ายโทรศัพท์มือถือดังกล่าว เราลองมาดูช่วงความถี่เดิมและมาตรฐานเทคโนโลยีของค่ายโทรศัพท์ต่างๆ กันก่อน ดังนี้

ความถี่เดิมของค่ายโทรศัพท์มือถือในไทย
Subject\Operators AIS DTAC Truemove Hutch หมายเหตุ
มาตรฐานเทคโนโลยี GSM GSM GSM CDMA  
ช่วงความถี่เดิม (MHz) 900 850/1800 1800 800  
อายุสัมปทาน 25 ปี 27 ปี 12 ปี 12 ปี เวลาเปลี่ยนแปลงได้
ระยะเวลา (พ.ศ.) 2533-2558 2534-2561 2544-2556 2546-2558

 

เมื่อทราบความถี่เดิมของค่ายโทรศัพท์มือถือในไทยผ่านไปแล้ว ลองมาทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สายในประเทศไทยกันบ้าง เพราะมีความเชื่อมโยงกับความถี่เดิมของค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ซึ่งจะนำเสนอเพียงย่อๆ ดังนี้

 

จุดเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สายในประเทศไทย1

ก่อนยุคเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สาย ปี พ.ศ.2426 กรมไปรษณีย์ และ กรมโทรเลข ได้รับโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ห้า ต่อมาปี พ.ศ.2429 กรมโทรเลขก็ได้รับโอนกิจการโทรศัพท์จากกรมกลาโหมให้มาอยู่ในความดูแล ครั้นถึงปี พ.ศ.2441 กรมไปรษณีย์และกรมโทรเลข ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมกิจการเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้ชื่อใหม่ว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข มีหน้าที่ดำเนินงานโทรศัพท์กับงานไปรษณีย์และโทรเลขไปพร้อมกันด้วย จนกระทั่งปี พ.ศ.2497 กองชั่งโทรศัพท์ได้แยกตัวออกมาจัดตั้งเป็น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ครั้นถึงปี พ.ศ.2545 รัฐบาลก็ได้แปรรูป ทศท. ไปเป็น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และอีก 3 ปีต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

กรมไปรษณีย์โทรเลขยังคงดำเนินงานต่อมา จนกระทั่งปี พ.ศ.2520 จึงได้แยกส่วนงานของกรมไปรษณีย์โทรเลขให้ไปขึ้นกับ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 และให้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ครั้นถึงปี พ.ศ.2546 รัฐบาลก็ได้แปรสภาพ กสท. ออกเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

 

จุดเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สาย เกิดขึ้นเมื่อกรมไปรษณีย์โทรเลขนำเอามาตรฐาน NMT ความถี่ 450 MHz และ 470 MHz เข้ามาจัดสรรให้บริการหน่วยงานของรัฐ ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับโอนภาระงานนโยบายโทรศัพท์เพิ่มเข้ามาในความรับผิดชอบ และได้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของยุค 1G ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่โทรศัพท์ก็ยังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชน

เอไอเอส AIS

ด้วยข้อจำกัดที่โทรศัพท์มีขนาดใหญ่ ทำให้ กสท. นำเอามาตรฐาน AMPS มาเปิดให้บริการโดยใช้คลื่นความถี่ 800 MHz ส่วนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็นำเอามาตรฐาน NMT ความถี่ 900 MHz เข้ามาให้บริการ และเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยมีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ได้รับสัมปทานเป็นระยะเวลา 25* ปี เริ่มจากปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา

ดีแทค DTAC

นอกจากนี้ยังมีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC เริ่มดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ AMPS ความถี่ 800 MHz ซึ่งได้รับสัมปทานจาก กสท ในปี พ.ศ.2534* โดยมีอายุสัมปทาน 27 ปี จากการขอขยายสัญญาเดิม 15 ปีเป็น 22 ปี จากนั้นมีการขอแก้จาก 22 ปีเป็น 27 ปี3 ต่อมาเรียกย่านความถี่ที่ได้รับสัมปทานนี้เป็นความถี่ 850 MHz

เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ระบบ NMT และระบบ AMPS ซึ่งเป็นระบบอะนาล็อกก็เริ่มล้าสมัย ทำให้ AIS นำเอาระบบ GSM ความถี่ 900 MHz ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลเข้ามาให้บริการในปี พ.ศ.2537 ส่วน TAC ก็นำเอาระบบ GSM ความถี่ 1800 MHz เข้ามาเปิดให้บริการภายใต้เครื่องหมายการค้า Worldphone 1800 จากนั้น AIS ก็ได้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน ส่วน TAC ก็ได้เปิดให้บริการด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า Dprompt และเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าจาก Worldphone เป็นชื่อ DTAC

ทรูมูฟ Truemove

ครั้นถึงปี พ.ศ.2544 บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด ได้เข้ามาเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM ความถี่ 1800 MHz แต่ก็ประสบปัญหาซึ่งทำให้ต้องถอนตัวออกไป โดยได้ถ่ายโอนกิจการให้กับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อมา กสท ได้รวมความถี่จากดีแทคจำนวน 2.5 MHz และจาก กสท เองจำนวน 2.5 MHz ได้เป็น 5 MHz ซึ่งอยู่ในช่วงความถี่ 850 MHz ให้ทรูนำไปอัพเกรดบริการ 3 จี2

(ความถี่นั้น นับกันเป็นช่วงหรือเป็นย่าน เช่น ความถี่ 800 MHz หมายความว่าอยู่ในช่วง 800 ถึง 900 MHz ซึ่งรวมจำนวนได้เท่ากับ 100 MHz ในจำนวน 100 MHz นี้จะแบ่งให้ใครเท่าไรก็ตามนั้น แต่เรียกกันว่าความถี่ 800 MHz หรือ 850 MHz ตามความเหมาะสม)

ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเติบโตอย่างรวดเร็ว พ.ศ.2545 กิจการร่วมการค้าไทยโมบาย ได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ กสท. กับ ทีโอที โดยเปิดให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM ความถี่ 1900 MHz มีพื้นที่ให้บริการเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ก็สามารถนำไปใช้งานต่างจังหวัดได้ ต่อมา พ.ศ.2551 ทีโอทีได้ไปซื้อหุ้นในส่วนของ กสท. เพื่อมาบริหารเอง

ฮัทช์ Hutch

ความร้อนแรงของธุรกิจสื่อสารไร้สายยังมีต่อเนื่อง พ.ศ.2546 บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส จำกัด ก็ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ CDMA ความถี่ 800 MHz ซึ่งได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่จาก บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในรูปแบบของสัญญาผู้จัดทำการตลาด (Marketing service provider)4 ครั้นถึงต้นปี พ.ศ. 2554 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ก็ได้เข้าไปซื้อหุ้นของฮัทช์มูลค่าประมาณ 6300 ล้านบาท ซึ่งดีลครั้งนี้ทำให้ทรูได้รับสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่จาก กสท เพิ่มขึ้นอีกราว 15 ปี จากเดิมที่อายุสัมปทานของทรูจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2556Image

ประเภทของรถยนตร์

1. ซีดาน หมายถึงรถเก๋ง 4 ประตูทั่วๆ ไป เป็นรถที่เราพบเห็นกันบ่อยที่สุดตามท้องถนน เช่น โตโยต้า โคโลล่า เป็นต้น 

2. สปอร์ต หมายถึงรถ 2 ประตู ซึ่งอาจจะมีเบาะหลังหรือไม่มีก็ได้ และส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์ที่แรง เพื่อให้ขับสนุก และช่วงล่างค่อนข้างจะกระด้าง เพื่อการเกาะถนนที่ดีนั่นเอง เช่น นิสสัน สกายลาย หมายถึงรถ 2 ประตู ซึ่งอาจจะมีเบาะหลังหรือไม่มีก็ได้ และส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์ที่แรง เพื่อให้ขับสนุก และช่วงล่างค่อนข้างจะกระด้าง เพื่อการเกาะถนนที่ดีนั่นเอง เช่น นิสสัน สกายลาย 

3. คูเป้ หมายถึงรถ 2 ประตูซึ่งจะดัดแปลงมาจากรถซีดานต่างกับรถสปอร์ตซึ่งจะออกแบบมาโดยเฉพาะ เช่น ฮอนด้า ซีวิค คูเป้ 

4. เอสยูวี (SUV : Sports Utility Vehicle )หมายถึงรถเอนกประสงค์ ซึ่งจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อให้สามารถขับไปได้ทุกที่ทั้งงานลุยและงานโดยสาร เช่น บีเอ็มดับเบิลยู เอ๊กซ์5 

 
5. เอ็มพีวี (MPV – Multi Purpose Vehicle )หมายถึงรถตู้เอนก 7 ที่นั่ง หรือรถตู้สมัยใหม่ซึ่งจะเน้นพื้นที่โดยสารให้กว้างขวาง สะดวกสบาย เช่น ฮอนด้า สตรีม 

6. พีพีวี (PPV : Pickup truck base Passenger Vehicle)หมายถึงรถกระบะดัดแปลง รถประเภทนี้ถูกดัดแปลงมาจากรถกระบะ เช่นโตโยต้า สปอร์ต ไรเดอร์ 

 

7. แฮดซ์แบ็ก หมายถึงรถเก๋ง 3 หรือ 5 ประตูที่มีลักษณะท้ายลาด ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ด้านหลัง ค่อนข้างแคบ เช่น มาสด้า แอสตินา 

8. สปอร์ตซีดาน หมายถึงรถเก๋งซีดาน 4 ประตูที่เน้นความโค้งมนตลอดคัน มีลักษณะเพรียวลม จึงทำให้ห้องโดยสารค่อนข้างจะแคบ เช่น มาสด้าแลนติส 

 

9. รถกระบะ เป็นรถที่มีพื้นที่ว่างด้านท้ายรถจำนวนมาก และห้องโดยสารมีพื้นที่น้อย มักใช้ในธุรกิจขนาดเล็กและกลาง รถกระบะขนาดเล็กมาก ที่มีชื่อเสียง เช่น  อีซูซุ ดี-แม็กซ์

 Image

ความสำคัญของดอกยาง

 

ความสำคัญของดอกยางรถยนต์

     

 
 

     ดอกยางของรถยนต์นั้น มีไว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถบนถนนเปียกเพื่อให้หน้ายาง สัมผัส กับผิวถนน และเกาะพื้นถนนได้ดี หน้ายางที่ถ่ายทอดแรงทิศทางต่าง ๆ สู่ผิวถนนได้ดีนั้นดอกยางควรลึก ไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย สำหรับอายุของยางรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากยางรถยนต์ อายุครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรรีบเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณและเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน 

     ดอกยางและร่องบนหน้ายาง มีหน้าที่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำและการเกาะถนน ขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่าย ความลึกขั้นต่ำควรจะมีความลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการรีดน้ำและเกาะถนน 

ยางดอกหมด อาจจะทำให้คิดไปได้ว่า การเกาะถนนจะไม่ดีเท่ายางที่มีดอกยาง แต่แท้จริงแล้วสำหรับการขับขี่ บนท้องถนนที่แห้งและเรียบ ยางที่ไม่มีดอกยางที่เนื้อยางยังไม่แข็งกระด้าง จะเกาะถนนมากกว่ายางมีดอก เพราะยิ่ง มีหน้ายางสัมผัสพื้นกว้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกาะถนนมากเท่านั้น สาเหตุที่ยางมีดอกเกาะถนนแห้งน้อยกว่ายางไม่มีดอก เพราะการกดยึดเกาะถนนเกิดขึ้นด้วยแรงกดระหว่างหน้ายางกับผิวถนน ยิ่งมีหน้ายางเป็นพื้นกว้างก็ยิ่งยึดเกาะกันได้ดี แต่ยางไม่มีดอกจะเกาะถนนดีเฉพาะถนนแห้งเท่านั้น “ ถ้าถนนเปียก อย่างฤดูฝนเช่นนี้ จะลื่นมาก เพราะมีน้ำเป็นฟิล์มบาง ๆ คั่นระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน ” ยางสำหรับใช้งานทั่วไป ที่ต้องเจอทั้งถนนแห้งและถนนเปียก จึงต้องมีร่องยางเพื่อให้สามารถ รีดน้ำออกจากหน้ายางที่กดลงกับพื้น หรือเพื่อให้น้ำแทรกตัวอยู่ในร่องยางได้ ส่วนดอกยางก็ทำหน้าที่ยึดเกาะ หรือสัมผัส กับผิวถนนทั้งเปียกและแห้ง ฉะนั้นในหน้าฝนควรสำรองยางรถยนต์ของคุณกันสักนิด ว่าพอมีดอกยางเพื่อรีดน้ำออกจากยาง เพื่อการยึดเกาะที่ดีแล้วหรือยัง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของทุกท่าน 

     การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามการเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ สำหรับดอกยางในท้องตลาดสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบ ด้วยกันคือ

1. ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอก และร่องที่คดโค้งหรือเป็นเหลี่ยมเป็นแถวยาวตามเส้นรอบวง ของยาง ร่องยางที่ตื้นช่วยในการระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่ายป้องกันการลื่นไถลออกด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร

2. ดอกบั้ง ( LUG PATTERN ) ดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส้นรอบวงของยาง โดยร่องยาง จะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนที่จะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่น ๆ เหมาะกับ รถบรรทุกขนาดใหญ่ ( ล้อหลัง ) รถจี๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

3. ดอกผสม ( RIB –LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอกบั้ง โดยตรงกลางของหน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้งยางดอกผสมนี้จึงทั้งกำ ถนนป้องกันรถไถลออกด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลังวิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็วปานกลาง

4. ดอกบล็อก (BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมีช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร้องเหมือนกับยางดอกละเอียดเหมาะที่จะใช้กับ

ทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย ปัจจุบันมีใช้กับยางเรเดียล ที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก่า Image

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร ?

จากราคาน้ำมันที่ทำสถิติสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หลายฝ่ายกำลังมองหาพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล หรือแม้แต่ ก๊าซ เอ็นจีวี หรือ แอลพีจี พลังงานเหล่านี้บางอย่างอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลนานาประการ ทั้งการประชาสัมพันธ์ รวมถึงความแคลงใจในประสิทธิภาพ

จึงเกิดความหวังใหม่ที่หลายคนเฝ้ารอ และถูกกล่าวถึงมากขึ้นทุกวันนั่นคือ รถยนต์ไฮบริด หรือเครื่องยนต์ไฮบริด โดยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ในการประหยัดเงินในกระเป๋า  แต่มีหลายคนยังสับสน และไม่ค่อยเข้าใจว่า ไฮบริด คืออะไร?

โตโยต้า พรีอุส รถยนต์รุ่นแรกของโลกที่นำระบบไฮบริดมาใช้ในเชิงพาณิชย์

ลองมาทำความรู้จักกับพลังขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกับรถยนต์ทั่วไป แต่เป็นจุดลงตัวทั้งในเรื่องความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มลพิษ และมีสมรรถนะ ไม่ได้ด้อยกว่ารถยนต์ทั่วไปที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเลย…และถึงตอนนี้ รถยนต์ไฮบริดก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเกินไป

จุดเริ่มต้นแห่งเทคโนโลยีทันสมัย

ถ้าแปลกันตรงๆ แล้ว ไฮบริด เอ็นจิน (HYBRID ENGINE) ก็คือขุมพลังลูกผสม ส่วนจะเป็นการจับคู่ระหว่างอะไรกับอะไร……นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและกลายเป็นมาตรฐาน ในการจำกัดความของเครื่องยนต์ไฮบริด คือเป็นการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (เบนซินหรือดีเซล) กับมอเตอร์ไฟฟ้า ในการช่วยส่งกำลังขับเคลื่อนให้กับตัวรถ

 โตโยต้าถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลก ที่สามารถนำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ หรือ MASS PRODUCTION กับการเปิดตัวรุ่นพรีอุสในปี 1997 ก่อนที่ฮอนด้าจะส่งรุ่นอินไซต์ ตามออกมาประกบในปี 1999 หลังจากนั้น ตลาดกลุ่มนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีรุ่นใหม่ๆ ถูกส่งออกมาขาย โดยมีโตโยต้าและฮอนด้าเป็น 2 ค่ายหลักที่ทำตลาด

สิ่งที่ทำให้ระบบไฮบริดได้รับความนิยมก็คือ ความที่ไม่แตกต่างจากเครื่องยนต์แบบเดิมๆ มากจนเกินไป เพราะส่วนประกอบพื้นฐานของระบบไฮบริด ยังต้องใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นระบบหลักของการขับเคลื่อน แต่มีมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เสริมการทำงาน และแบตเตอรี่สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้าเพิ่มเข้ามา รถยนต์ไฮบริดยังต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป แต่จากการที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยทำงาน ทำให้ประหยัดน้ำมันขึ้น และมีระบบที่เข้ามาช่วยให้มีค่าลดมลพิษในไอเสียต่ำลง

รูปแบบการทำงานของระบบไฮบริดแบบซีรีส์

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริดน่าจะได้รับความนิยมในวงกว้างมากกว่านี้ หากในช่วงแรกที่ถูกเปิดตัวออกมา เป็นการนำระบบไฮบริดมาติดตั้งกับรถยนต์ที่มีขายอยู่ ไม่ใช่พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคันเหมือนอย่างในช่วงแรก เพราะนั่นทำให้ทั้งพริอุสและอินไซต์ มีราคาแพงจนคนที่นั่งคิดและวิตกเรื่องค่าน้ำมัน ไม่สามารถเอื้อมมือไปซื้อได้ และกลายเป็นของเล่นเศรษฐีไปโดยปริยาย จนกระทั่งฮอนด้าเปิดตลาดด้วยการนำมาวางในรถยนต์ที่มีขายอยู่ในตลาด นั่นก็คือรุ่นซีวิค จึงทำให้รถยนต์ไฮบริดเริ่มเป็นสิ่งที่คนส่วนมากสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ในตอนนี้ไม่ได้มีแค่ 2 บิ๊ก จากแดนปลาดิบเท่านั้นผูกขาดในตลาด ฟอร์ดและจีเอ็มก็พัฒนารถยนต์ไฮบริดออกมาขาย โดยใช้พื้นฐานของเอสเคปและซิลเวอราโด ซึ่งเป็นเอสยูวีและปิกอัพที่มีขายอยู่ในตลาด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายค่ายที่ได้เปิดตัวรถต้นแบบออกมาแต่ยังไม่ขาย อย่างค่ายมาสด้าที่เตรียมจะนำระบบไฮบริดมาใช้ในเอสยูวีรุ่นทริบิวต์ ขณะที่ค่ายนิสสัน บีเอ็มดับเบิลยู และเดมเลอร์ไครสเลอร์ ก็เตรียมโดดลงเล่นในตลาดนี้เช่นกัน

แบบพาราลเรล

ไฮบริดทำงานกันอย่างไร?

แม้ว่าระบบไฮบริดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะมีพื้นฐานของการจับคู่ระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในกับมอเตอร์ไฟฟ้า แต่จริงๆ แล้ว หลักการทำงานแตกต่างกัน และแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ

– ซีรีส์ ไฮบริด (SERIES HYBRID) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนหลักมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งมาเก็บในแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าก็ใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ มาขับเคลื่อนตัวรถ

แบบซีรีส์/พาราลเรล
Image

– พาราลเรล (PARALLEL HYBRID) ทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถ โดยกำลังที่ถูกส่งออกมาจะผันแปรไปตามสภาพการขับขี่ และในระบบนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่สามารถขับเคลื่อนตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่มีหน้าที่แค่เสริมการขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์ และชาร์จกระแสไฟฟ้า เข้าไปเก็บในแบตเตอรี่

ซีรีส์/พาราลเรล (SERIES/PARALLEL HYBRID) เป็นรูปแบบที่ผสมจุดเด่นของทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน และเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบัน มอเตอร์ไฟฟ้า (ช่วงความเร็วต่ำจนถึงปานกลาง) และเครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง (ความเร็วสูง) หรือทั้ง 2 จะผสานการทำงานในการขับเคลื่อนก็ได้ (เร่งแซง) เพื่อประโยชน์สูงสุดในด้านความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะในการขับขี่

cpu คืออะไร มีกี่แบบไปดูกัน

CPU คืออะไร

อุปกรณ์ตัวหนึ่งที่มีความสำคัญและจำเป็นในการทำงานของคอมพิวเตอร์ และใช้ในหน่วยประมวลผลและเป็นตัวควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ไม่ว่าจะเป็นอุปกรณ์ที่อยู่ในคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ต่อพ่วงที่ต่อร่วมกับคอมพิวเตอร์

Image

ชนิดของ CPU 

ชนิดของ CPU มี 2 ชนิดคือ แบบซ็อเก็ต และ แบบสล็อต

 แบบที่ 1 ช็อคเก็ต ( Socket )

CPU ประเภทนี้จะบรรจุในรูปแบบของสี่เหลี่ยมจัตุรัส ทำด้วยพลานสติกหรือเซรามิก  หากมองจากด้านบน CPU จะพบตัวอักษรที่เป็นรายละเอียดต่างๆไม่ว่าจะเป็น ยี่ห้อ ความเร็ว ค่าแรงไฟ ค่าตัวคูณ และอีกหลายๆอย่าง

Image

แบบที่ 2 แบบสล็อต

CPU มีการพัฒนาออกมาแบบแหวกแนว มีลักษณะเป็นแผ่นวงจรลี่เหลี่ยมผืนผ้าขนาดใหญ่ มีพลาสติกสีดำ ห่อหุ้มไว้เป็นตลับ

ความแตกต่างของ ซ็อคเก็ตและสล็อต
แบบซ็อคเก็ตคือ ซ็อคเก็ตจะอยู่ในตลับและถูกครอบด้วยพัดลมเพื่อระบายความร้อน
แบบสล็อตคือ จะเป็นแผ่นพลาสติกบางๆประกบกันและจะเสียบ CPU ลงไปอีกทีหนึ่ง

ชนิดของซีพียูที่แบ่งตามจำนวนของแกนการประมวลผล

แกนเดี่ยว    ลักษณะเป็นซีพียูที่มีแกนประมวลผลเพียงแกนเดียวอยู่ในชิป

หลายแกน   ลักษณะเปรียบเสมือนมีซีพียู 2 ตัว เพื่อช่วยกันทำงาน
ซีพียูแบบแกนคู่   ลักษณะเป็นซีพียูที่มีแกนประมวลผล 2 แกนอยู่ในชิปตัวเดียวกัน


ซีพียูแบบสามแกน  ลักษณะเป็นซีพียูที่มีแกนประมวลผล 3 แกนอยู่ในชิปอันเดียวกัน


ซีพียูแบบสี่แกน  ลักษณะเป็นซีพียูที่มีแกนประมวลผล 4 แกน โดยแต่ละเเกนจะแยกการทำงานกันอย่างอิสระเพิ่มขี้นถึง 4 เท่า

หลักการทำงานของ CPU

 มีหน่วยสำคัญอยู่  2  หลักการคือ

  1. หน่วยควบคุม

        คือ  เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ประสานงานและควบคุมการทำงานของคอมพิวเตอร์ ควบคุมให้อุปกรณ์รับข้อมูล ส่งข้อมูลไปที่หน่วยความจำ ติดต่อกับอุปกรณ์แสดงผลเพื่อสั่งให้นำข้อมูลจากหน่วยความจำไปยังอุปกรณ์แสดงผล

 2. หน่วยคำนวณและตรรกะ

        คือ  เป็นหน่วยที่ทำหน้าที่ในการคำนวณต่างๆทางคณิตศาสตร์ ได้แก่ บวก  ลบ  คูณ  หาร

หลักการทำงานของ CPU
โดยวงรอบของการทำคำสั่งของซีพียูประกอบด้วยขั้นตอนการทำงานพื้นฐาน 4 ขั้นตอนดังนี้

        1. ขั้นตอนการรับเข้าข้อมูล  ( fatch )
เริ่มแรกหน่วยควบคุมรับรหัสคำสั่งและข้อมูลที่จะประมวลผลจากหน่วยความจำ

        2. ขั้นตอนการถอดรหัส ( decode )

เมื่อรหัสคำสั่งเข้ามาอยู่ในซีพียูแล้ว หน่วยควบคุมจะถอดรหัสคำสั่งแล้วส่งคำสั่งและข้อมูลไปยังหน่วยคำนวณและตรรกะ

        3. ขั้นตอนการทำงาน ( execute )

หน่วยคำนวณและตรรกะทำการคำนวณโดยใช้ข้อมูลที่ได้รับการถอดรหัสคำสั่ง และทราบแล้วว่าต้องการทำอะไร ซีพียูก็จะทำตามคำสั่งนั้น

        4. ขั้นตอนการเก็บ ( store )

หลังจากทำคำสั่ง ก็จะเก็บผลลัพธ์ที่ได้ไว้ในหน่วยความจำImage

แว่นตาอัจฉริยะ google glass

Google Glass คือแว่นตาที่ผสมเทคโนโลยีใหม่ทันสมัย

Google พัฒนาเทคโนโลยีใหม่ให้ได้เห็นอยู่เสมอ ล่าสุดได้พัฒนา แว่นตาที่เรียกว่า Google Glass ขึ้นมาและจะ เริ่ม วางจำหน่ายที่สหรัฐอเมริกาในปีหน้า 2014 หลายท่านอาจได้เห็นข่าวตามหนังสือพิมพ์หรือ Internet บ้างแล้ว หลายท่านอาจยังสงสัยว่า มันคืออะไรและทำอะไรได้บ้าง ถ้าให้พูดง่ายๆ มันคือ แว่นตาชนิด หนึ่ง ที่มีความพิเศษมหัศจรรย์ โดยใส่เทคโนโลยีเพิ่มเข้าไป ทำให้แว่นตาสามารถทำหน้าที่ได้หลายอย่าง แบบไม่น่าเชื่อ เรียกไว้ว่าเป็นแว่นตาคอมพิวเตอร์ก็ได้ เพราะมันทำได้หลายอย่างเหมือนคอมพิวเตอร์ทำได้เลย

แว่นตากูเกิ้ลทำงานอย่างไร

จากข้อมูล blog ของ Google คาดว่าแว่นตาชนิดนี้ส่วนการแสดงผลน่าจะทำแบบจอ LCD หรือ Amoled ในหน้าจอแสดงผลจะมีข้อมูลต่างๆให้ผู้สวมใส่รับรู้ข้อมูลผ่านหน้าจอนี้ เมื่อต้องการสั่งงานการคลิกทำโดยการ เอียงศรีษะ นอกจากนี้ผู้ใช้ยังสามารถพูดสั่งออกมาเป็นคำสั่งได้ด้วย

ข้อมูล ตัวเครื่อง Google Glass

The New York Tmies สื่อต่างประเทศรายงานว่า ในตัว Google Glass ใช้ระบบปฏิบัติการ Android, ด้านหน้ามีหน้าจอแสดงผลเล็กๆ หน้าจอนี้มีตัวตรวจจับการเคลื่อนไหว, การเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตมี GPS, และระบบ 3G หรือไม่ก็ 4G, มี Wi-Fi และ Bluetooth หลายๆฟังชั่น ของ Google Glass เหมือนกับระบบ Smartphone รุ่นใหม่ สามารถเชื่อมต่อส่งข้อมูลกันได้ ผ่านทาง Wi-Fi หรือ Bluetooth 4.0, ด้านหน้ามีกล้องสำหรับถ่ายภาพและวีดีโอ

 

Google Glass ทำอะไรได้บ้าง

Imageเมื่อสวมใส่แว่นตานี้แล้ว ผู้สวมใส่เหมือนจะกลายเป็น ผู้รับรู้เหตุการณ์สถาณการณ์ต่างๆที่ต้องการได้ โดยจะมี ผู้ช่วยแสดงอยู่ขอบหน้าจอเล็กๆคอยบอกข้อมูลต่างๆ อย่างเช่นผู้ใส่แว่นตาจะ ลงไปสถานีรถไฟฟ้าใต้ดิน แต่แว่นตาบอกว่าขณะนี้มันปิดอยู่, ผู้ใส่แว่นถามหาจุดที่วางหนังสือสอนกีตาร์แว่นตา ก็บอกตำแหน่งให้เดินไปหยิบได้อย่างถูกต้อง, Video chat กับเพื่อนๆ และอีกมากมาย

ทำความรู้จักกับหน้าจอ smart phone กัน

ผู้ผลิตอุปกรณ์เทคโนโลยีไม่ว่าจะเป็นแท็บเล็ต โทรศัพท์ ทีวี หรือจอคอมพิวเตอร์ มักพยายามโน้มน้าวให้คนทั่วไปทราบว่าอุปกรณ์ของพวกเขามีการแสดงผลที่ดีกว่าของเจ้าอื่น โดยพยายามสร้างชื่อเรียกหรือคำย่อที่ฟังดูมีสไตล์และบ่งบอกถึงความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยี คุณผู้อ่านคงเคยได้ยินมาบ้าง เช่น Super AMOLED, PenTile, LED, IPS, SUPER-IPS คำเหล่านี้บางคำเป็นชื่อที่ใช้เรียกเทคโนโลยีที่ถูกต้อง แต่บางคำก็เป็นเพียงแค่ชื่อเรียกในการตลาดเท่านั้น เรามาทำความรู้จักกับเทคโนโลยีหน้าจอแบบดิจิตอลว่ามันทำงานกันอย่างไรและทำไมถึงเรียกเช่นนั้น

ในความเป็นจริงแล้ว คุณอาจจะพบหน้าจอแสดงผลแบบดิจิตอลในชีวิตประจำวันเพียง 3 ประเภทเท่านั้น คือ LCD, OLED และ plasma

Plasma

 ในปัจจุบันเราจะพบจอแสดงผลแบบ plasma เฉพาะในทีวีที่มีความละเอียดสูงและมีขนาดใหญ่มากเท่านั้น (HDTVs) ซึ่งจอ plasma มีความคมชัดที่ยอดเยี่ยม จอ plasma ไม่เปลี่ยนสีหรือเปลี่ยนความสว่างแม้จะดูจากด้านข้าง จึงเหมาะสำหรับสถานที่สาธารณะเช่นในสนามกีฬาหรือโดมกว้างที่มีคนดูจำนวนมาก ซึ่งในตลาดจะจำหน่ายจอ Plasma HDTV ราคาค่อนข้างสูงกว่าจอ LCD ในขนาดเท่ากัน ส่วนต่างของราคามาจากการที่จอ plasma ใช้เวลาสั้นมากในการตอบสนอง (หมายถึงการเปลี่ยนสีของพิกเซลอย่างรวดเร็ว) ซึ่งจะทำให้จอมีอาการเบลอน้อยมากๆ 

น่าเสียดายทีจอ plasma มีข้อเสียบางอย่างที่เสียเปรียบจอแบบอื่น นั่นคือมันไม่สามารถนำไปใช้กับอุปกรณ์ที่มีขนาดเล็กได้ เนื่องจากมันหนาและหนัก แถมยังกินไฟเกินกว่าจะนำไปใส่ในสมาร์ทโฟนหรือแท็บเล็ต นอกจากนี้ยังเป็นเรื่องยากที่จะบีบเอาจุดพิกเซลจำนวนมากใส่ลงไปในจอ plasma ที่มีขนาดเล็กทำให้อุปกรณ์นั้นจะพบกับปัญหาความละเอียดต่ำในที่สุด ซึ่งในผิวด้านบนของเทคโนโลยี plasma จะมีช่องว่างระหว่างจุดพิกเซลซึ่งปกติแล้วผู้ใช้งานจะมองไม่เห็นช่องว่างนี้เมื่อนั่งห่างออกไป 10 ฟุตจากหน้าจอทีวีขนาดใหญ่ แต่ถ้าเป็นบนเครื่องแล็ปท็อปหรือ พีซี มันสามารถตรวจพบได้อย่างแน่นอน

แผนภาพแสดงจอ plasma ที่ขยายให้ดูรายละเอียดภายใน (เซลล์เดียว)

วิธีการทำงาน: จอ plasma ประกอบขึ้นจากแผ่นแก้วสองชุดวางชิดกัน ช่องว่างนี้จะถูกแบ่งออกเป็นเซลล์แสงกว้าง 100-200 ไมครอน มีชั้นผนังกั้นไว้ โดยใช้ขั้วไฟฟ้าในแนวกระจกคอยควบคุมตำแหน่งของเซลล์เหล่านั้น แต่ละเซลล์จะบรรจุก๊าซที่ผสมระหว่างก๊าซซีนอนและก๊าซเฉื่อยอื่นๆ กลไกการทำงานของจอภาพพลาสมา จะมีการเรืองแสงขึ้นเองเหมือนการทำงานของหลอดไฟฟลูออเรสเซนต์ กล่าวคือ ก๊าซในเซลล์เหล่านี้เมื่อถูกกระตุ้นด้วยแรงดันไฟฟ้าจะเกิดการไอออนไนซ์ขึ้นทำให้ก๊าซแตกประจุและปล่อยแสงอุลตราไวโอเล็ตออกมา สารเรืองแสงจะดูดซับอุลตราไวโอเล็ตและสร้างสีที่มองเห็นได้ด้วยตา ทำให้เรามองเห็นเป็นภาพได้
 

จอแสดงผลแบบดิจิตอลที่ใช้อุปกรณ์สมาร์ทโฟน

OLED (Organic Light-Emitting Diode) ไดโอดเปล่งแสงชีวภาพเป็นเทคโนโลยีที่ถูกนำมาใช้ในการแสดงผลแบบดิจิตอล ผู้ใช้มักจะพบ OLED ที่มีชื่อเรียกในการตลาดว่า AMOLED ซึ่ง “AM” มาจากคำว่า Active Matrix

 จอแสดงภาพแบบ OLED นั้นแบ่งตามชนิดได้ 2 ประเภทคือ                                                   

  • Passive matrix OLED Displays (PMOLED) มักพบในจอ PDA แบบเก่าและเครื่องเล่น MP3 ขนาดเล็ก จอมือถือใหม่ๆ มักจะใช้อีกแบบหนึ่งมากกว่า                                 
  • Active matrix OLED Displays  (AMOLED) ถูกนำไปใช้ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตในปัจจุบันหลายๆ รุ่น ภายในมีลักษณะเป็นแผ่นฟิล์มบาง มีวงจรในตัวเอง สามารถควบคุมการเกิดภาพได้เองภายในชั้นฟิล์ม 

 

AMOLED

ข้อดีคือ มีความคมชัดมาก ให้สีสันสดใส แสดงผลสีดำได้คมชัด มีเวลาตอบสนองที่รวดเร็ว มีองศาในการมองที่กว้าง และประหยัดพลังงานโดยใช้พลังงานน้อยกว่าแบบแรกและยังสามารถขยายให้มีขนาดใหญ่ได้ จึงถูกนำไปใช้ทำจอวิดีโอ คอมพิวเตอร์ ทีวีขนาดใหญ่ หรอป้ายโฆษณาขนาดใหญ่ด้วย

ข้อเสียคือ ค่าใช้จ่ายมีราคาแพงกว่าจอ LCD หรือ plasma และยังมีปัญหากับสีฟ้าอยู่บ่อยครั้ง ซึ่งเมื่อใช้งานไปนานๆ ไดโอดสีน้ำเงินจะมีประสิทธิภาพน้อยลง แต่ก็ได้รับการแก้ไขให้ดีขึ้นเรื่อยๆ ใน AMOLED รุ่นล่าสุดในปัจจุบัน ความสมดุลของสีในการใช้งานระยะยาวยังคงเป็นสิ่งที่ท้าทายผู้ผลิต และที่ควรรู้ไว้ก็คือจอแบบ AMOLED จะกินไฟมากกว่า LCD เมื่อต้องแสดงผลสีขาว (ซึ่งหน้าเว็บปกติหรือโปรแกรมประยุกต์ส่วนใหญ่มักจะมีสีขาว จึงไม่น่าแปลกใจที่แบตจะหมดไว)

Super AMOLED และ Super AMOLED Plus เป็นชื่อในการตลาดสำหรับการพัฒนามาตรฐานเทคโนโลยี OLED ซึ่งอาจมีการเปลี่ยนแปลงรูปแบบที่แตกต่างกันของสีแดง สีฟ้า สีเขียว หรือ subpixels หรือ การเพิ่มความไวต่อการสัมผัส แต่อย่างไรก็ตามยังคงอยู่บนพื้นฐานของ OLED อยู่ดี

แสดงเทคโนโลยี OLED ที่ใช้โพลิเมอร์อินทรีย์เรืองแสงในการผลิตแสงสี
 

LCD (Liquid Crystal Displays) หรือจอแบบแอลซีดี มักถูกใช้ทำเป็นจอของ HDTV หลายๆ รุ่น รวมถึงจอภาพของเครื่องคอมพิวเตอร์ โน็ตบุ๊ค แท็บเล็ตและมือถือด้วย ซึ่งเทคโนโลยีนี้ได้รับการปรับปรุงอย่างมากมายในช่วงหลายๆ ปีนี้ ขอกล่าวถึงรูปแบบของ LCD ที่สำคัญๆ 3 แบบ ได้แก่  LCD twisted nemetic (TN), LCD In-Plane Swiching (IPS) และ LCD patterned verical alignment (VA)

  • LCD: Twisted Nematic (TN หรือ TN-Film) เป็นจอแสดงผลที่มีราคาไม่แพงและง่ายต่อการผลิต มีการตอบสนองที่ค่อนข้างรวดเร็ว แต่ก็ยังไม่ใกล้เคียงกับ OLED หรือ plasma ซึ่งเวลาตอบสนองที่รวดเร็วช่วยลดการเบลอเมื่อวัตถุเคลื่อนที่อย่างรวดเร็วในจอ และมีอัตรารีเฟรชที่สูงซึ่งเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับการแสดงผลรูปแบบ 3D น่าเสียดายที่ TN ให้คุณภาพต่ำที่สุดเมื่อมองโดยรวม เพราะมีช่วงของสีที่แคบ โดยแต่ละ subpixel จะมีสีแดง สีเขียว สีน้ำเงินเพียง 64 เฉดสี เท่านั้นเอง หากไม่สามารถแสดงผลสีที่ได้รับมาก็จะมีกระบวนการ “dithering” หรือการดึงจุดพิกเซลที่อยู่ติดกันให้ไล่สีใกล้เคียงกับข้อมูลมากที่สุด TN มีองศาในการมองไม่ค่อยดี หากมองจากด้านข้างสีอาจจะเลื่อนไปบ้าง หากดูจากด้านล่างมักจะมืด หากดูจากด้านบนมันจะเห็นลางๆ ซึ่งสามารถไปพิสูจน์ได้จากเครื่องแล็บท็อปหลายๆ รุ่น สาเหตุมาจากเทคโนโลยี LCD TN นั้นมีการบิดของแสง (polarized) ผ่านตัวกรองหลายชั้น ทำให้แสง (สี) ที่ได้ออกมามีมุมมองที่เห็นชัดเจนเพียงแค่ด้านเดียว (มองตรงๆ)

LCD: Twisted Nematic (TN หรือ TN-Film)

  • LCD: In-Plane Switching (IPS) Hitachi พัฒนาเทคโนโลยี IPS มาตั้งแต่ปี 1996 เพื่อต่อสู้กับปัญหาเครื่องซักผ้าที่มองไม่ค่อยเห็นแผงควบคุม ซึ่งตอนนั้นเป็นจอ LCD TN ที่ยังคงพบอยู่ในปัจจุบัน และโดนต่อว่าเรื่องมุมมองที่จำกัดเกินไป ตั้งแต่นั้นมาก็มีการปรับแต่งและปรับปรุงวิธีการใหม่ขึ้นเช่นซูเปอร์ IPS (S-IPS) แอดวานซ์ ซูเปอร์ IPS (AS-IPS) และ IPS Pro วันนี้จอแบบ LCD IPS ได้พัฒนาไปหลายสายพันธุ์แต่ยังคงใช้ชื่อเรียกกันว่า IPS ซึ่งปัจจุบัน LG กลายเป็นผู้ผลิตจอ IPS ที่ใช้บนอุปกรณ์ส่วนใหญ่ที่โฆษณาว่ามีหน้าจอสัมผัสแบบ IPS หน้าจอแบบ IPS มีข้อดีที่สำคัญหลายๆ อย่างที่เอามาจากหน้าจอแบบ TN เช่นผลิตได้ไม่ยากและมีขนาดแพงกว่าจอแบบ TN เล็กน้อยเท่านั้น ซึ่ง subpixel สีแดง สีเขียว สีฟ้า สามารถแสดงสีได้ชนิดละ 8 บิต (256 ระดับ) และเพิ่มเติมความสว่างให้ชัดเจนมากขึ้น ทำให้ไม่ต้องไปใช้เทคนิคการไล่สีให้ขัดใจด้วยช่วงสีที่กว้างเพียงพอ ทำให้บรรดานักถ่ายภาพ ศิลปิน โปรดปรานจอแบบนี้อย่างมาก และเครื่อง PC ชั้นนำจะมีจอแบบ IPS สำหรับนักถ่ายภาพ นักออกแบบ และยังถูกนำไปใช้งานการพิมพ์และงานอื่นๆ มากมาย ด้วยองศาในการมองที่กว้างมาก ผู้ใช้จะเห็นสีที่เหมาะสมและคมชัดแม้ว่ามองจากมุมไหนก็ตาม ข้อดีนี้ทำให้จอ IPS นำไปใช้ในสมาร์ทโฟนและแท็บเล็ตอย่างเช่น iPhone 4iPhone 4SiPad 2new iPad, Amazon Kindle Fire และ Asus Eee Pad Transformer Prime เหล่านี้เป็นเพียงแค่บางส่วนเท่านั้นที่ใช้งานจอ IPS แต่ก็ใช่ว่าจะมีข้อดีเพียงอย่างเดียว โดยทั่วไปแล้วจอ IPS จะมีสีไม่สดใส่เท่าจอแบบ TN (หากมองตรงๆ) และจอ IPS ก็ยังทำอัตรา refresh ได้ไม่ค่อยดีนักเมื่อเทียบกับแบบ TN ซึ่งคุณสมบัติดังกล่าวเป็นสิ่งจำเป็นมากที่สุดสำหรับการแสดงผลในแบบ 3D ทำให้กราฟิกที่เคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วในบางครั้งอาจจะมีสีผิดเพี้ยนหลุดออกมาให้เห็นบ้าง แต่จอแบบ IPS ก็ได้ถูกพัฒนาอย่างต่อเนื่องเพื่อลดปัญหาดังกล่าว แต่นั่นก็ทำให้มีราคาแพงขึ้นตามเช่นกัน

LCD: In-Plane Switching (IPS)

  • LCD: Vertically Aligned (VA) เป็นจอชนิดหนึ่งที่อยู่ระหว่าง IPS (ช้าแต่คุณภาพสูง) และ TN (สว่าง ความเร็วสูง แต่มีคุณภาพต่ำ) จอแบบ VA สามารถแสดงความสว่างได้ 8 บิทต่อ subpixel แต่ไม่มีความกว้างของสีเยอะเท่าแบบ IPS พูดง่ายๆ ก็คืออยู่กึ่งกลางระหว่างจอ LCD สองแบบแรก จอแบบ LCD VA ถูกแบ่งย่อยอีกเป็นหลายชนิด แต่โดยภาพรวมคือให้ภาพสีดำที่ดำมืดสนิทและมีอัตราส่วนความคมชัดที่ดีมาก 

LCD: Vertically Aligned (VA) 

คำที่เกี่ยวข้องที่มักพบบ่อยๆ

 เชื่อว่าคนจำนวนมากจะสับสนกับตัวย่อ และชื่อต่างๆ เมื่ออ่านรายละเอียดเกี่ยวกับการแสดงผลแบบดิจิตอล ศัพท์เทคนิคจำนวนมากถูกตั้งขึ้นเพื่อใช้ในการตลาด ด้านล่างนี้เป็นคำอธิบายสั้นๆ ให้เข้าใจตรงกันมากขึ้น

LED (light-emitting diode) : คือชนิดของไฟที่อยู่เบื้องหลังของจอ LCD เป็น 1 ใน 2 ประเภทที่สำคัญ ไฟประเภทแรกคือ CCFL (cold cathode flourescent lamp) ใช้เทคโนโลยีเช่นเดียวกับหลอดไฟนีออนภายในบ้าน บางและแบน  ไฟอีกประเภทคือLED (light-emitting diode)  ซึ่งประเภทนี้ทำให้จอทีวีมีช่วงสีที่กว้างขึ้น ยืดอายุการใช้งาน และใช้พลังงานต่ำ ทีวีบางรุ่นมี LEDs เฉพาะแนวขอบ (ถูกเรียกทางการตลาดว่า edge-lit LED) แต่ไม่ค่อยได้รับความนิยม

TFT : (thin-film transister) ทรานซิสเตอร์ที่มีฟิล์มบางเป็นสารตั้งต้น คล้ายแก้ว ถูกเคลือบด้วยแผ่นฟิล์มบางๆ ของโลหะซิลิคอนหรือพลาสติก มักถูกนำไปใช้คู่กับหน้าจอ LCD ของสมาร์ทโฟน เพื่อขับเซลล์ของ LCD ออกมา โดยถูกออกแบบให้มีแผ่นฟิล์มขนาดใหญ่ภายในมีทรานซิสเตอร์ขนาดเล็กและตัวเก็บประจุ ปัจจุบันจอแบบ AMOLED และ จอ LCD ส่วนใหญ่จะมี TFT เป็นส่วนประกอบ

Active matrix : เป็นระบบการควบคุม subpixel (จุดพิกเซลย่อย) ของทรานซิสเตอร์แต่ละชุดและตัวเก็บประจุ (เช่นใน TFT) จะช่วยให้ควบคุมแรงดันได้แม่นยำมากขึ้นและมีการเปลี่ยนแปลงกระแสไฟเร็วกว่าเทคโนโลยีแบบ passive-matrix (เกือบทั้งหมดของจอแสดงผลดิจิตอลในปัจจุบันเป็นแบบ active matrix)

Passive matrix : เทคโนโลยีช่วยควบคุมแรงดันไฟฟ้าของแต่ละ subpixels ด้วยรูปแบบตารางที่เรียบง่ายของวัสดุที่เป็นสื่อตัวนำไฟฟ้า ไม่ค่อยพบเห็นเทคโนโลยีนี้ในจอ LCD ปัจจุบันแล้วเนื่องจากราคาของ TFT ได้ถูกลงมากและมีคุณภาพดีขึ้น ซึ่ง Passive matrix มีความแม่นยำและการตอบสนองของพิกเซลน้อยกว่าแบบ Active matrix

การจัดเรียง subpixel แบบมาตรฐาน ประกอบไปด้วยจุดพิกเซลสีแดง สีเขียว และสีน้ำเงิน บนจอแสดงผลดิจิตอลทั้งหมด จะประกอบไปด้วยจุดพิกเซลหลายๆ จุดเรียงกันอยู่บนหน้าจอ และภายในจุดพิกเซลจะมี subpixels ซึ่งโดยปกติจะประกอบด้วยสีแดง สีเขียว และสีฟ้า จากรูปแสดงการเปลี่ยนแปลงความสว่างของ subpixel ทั้งสามสีในการผลิตเฉดสีต่างๆ ออกมา ที่เราไม่เห็นเพราะว่า subpixels มีขนาดเล็กเกินไปที่จะมองด้วยตาเปล่า เราสามารถมองเห็นการผสมสีของ subpixel ออกมาเป็นสีผสมสีหนึ่ง ซึ่งหน้าจอแสดงผลบางอย่างอาจจะมี subpixel ที่สี่ ซึ่งใช้แสดงสีขาวหรือสีเหลือง แต่ก็พบได้ยาก

การจัดเรียง subpixel แบบทั่วไป

การจัดวาง subpixel แบบ PenTile ถูกเปิดเผยขึ้นครั้งแรกผ่านสมาร์ทโฟน Google Nexus One ซึ่งใช้จอแสดงผลแบบ AMOLED และมีการเรียงตัวของ subpixel สีแดง เขียว น้ำเงิน ที่ต่างจากปกติที่มักจะยาวเท่าๆ กันและเรียงต่อกันเป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า แต่รูปแบบการเรียง subpixel แบบ PenTile จะมี subpixel ที่มีขนาดต่างกัน และมีจำนวนน้อยกว่าแบบปกติ โดยทำงานร่วมกับตัวควบคุมการแสดงผลแบบพิเศษ ซึ่งเป้าหมายก็คือการผลิตจุดพิกเซลจำนวนมากด้วยจำนวน subpixel ที่น้อยลง

การจัดเรียง subpixel แบบ PenTile

การกำหนดความละเอียดจอแสดงผลแบบ Pentile นำไปสู่การโต้เถียงอย่างรุนแรง บ้างก็ว่าเป็นเทคโนโลยีที่อาศัย subpixels ของจุดข้างเคียงมาช่วยแสดงผลให้จุดพิกเซลนั้นแสดงสีได้ชัดขึ้น อย่างไรก็ตามในตอนนี้ PenTile ได้กลายเป็นเครื่องหมายการค้าของSamsung ไปเรียบร้อยแล้ว Image

samsung galaxy s4 smart phone แห่งอนาคต(รีวิว) เครดิต www.siamphone.com

Samsung Galaxy S4 มาพร้อมหน้าจอขนาด 5 นิ้ว ภายใต้ดีไซน์การออกแบบตัวเครื่องที่ยังคล้ายกับ Samsung Galaxy S3 ในหลายๆ ส่วน แต่การจัดวางส่วนประกอบต่างๆ ดูลงตัวและสมบูรณ์แบบมากขึ้น มีลวดลายพื้นผิวที่เป็นเอกลักษณ์ มีความโค้งมนของพื้นผิวน้อยลง ตัวเครื่องบางและมีน้ำหนักเบา โดยวัดขนาดตัวเครื่องได้ความสูง 136.6 มิลลิเมตร กว้าง 69.8 มิลลิเมตร บาง 7.9 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวเครื่องรวมแบตเตอรี่ 130 กรัม

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ด้านหน้าของเครื่องถูกปิดทับด้วยกระจก Corning Gorilla Glass 3 ภายในมีหน้าจอแสดงผลกว้าง 5 นิ้ว ความละเอียด Full HD 1920×1080 พิกเซล Super AMOLED (441ppi) สามารถใช้งานหน้าจอสัมผัสแม้ขณะสวมใส่ถุงมือด้วยเทคโนโลยี Super Sensitive touch มีระยะห่างระหว่างขอบจอกับขอบเครื่องน้อยมาก ผิวตัวเครื่องด้านหน้ามีลวดลาย texture เป็นจุดกลมๆ ขนาดเล็กเรียงต่อกัน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

เหนือหน้าจอขึ้นไปมีโลโก้ SAMSUNG, ช่องลำโพงสนทนาที่ยื่นเหนือกระจกเล็กน้อย, ล้อมรอบด้วยเซ็นเซอร์ต่างๆ ด้านซ้าย คือ เซ็นเซอร์ตรวจจับแสงสว่าง (Light sensor) ด้านขวา คือ เซ็นเซอร์ตรวจจับท่าทางของคำสั่งมือ (Gesture sensor) และเซ็นเซอร์ปิดหน้าจออัตโนมัติขณะสนทนาแนบหู (Proximity sensor)

ที่มุมขวามีเลนส์กล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล เซ็นเซอร์แบบ BSI บันทึกวิดีโอความละเอียดสูงสุด Full HD 30 เฟรม/วินาที และคุณสมบัติ Zero Shutter Lag ส่วนมุมซ้ายบนมี Notification LED สำหรับใช้แจ้งสถานะต่างๆ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ข้างล่างหน้าจอ มีปุ่มกด (Home) ยื่นออกมาเหนือกระจก และปุ่มควบคุมการทำงานแบบสัมผัสอีกสองปุ่มขนาบข้าง (Menu, Back) จะมีไฟ LED เรืองแสงขึ้นเมื่อใช้งาน มีระยะห่างระหว่างขอบจอกับขอบเครื่องน้อยมาก ผิวตัวเครื่องด้านหน้ามีลวดลาย texture เป็นจุดกลมๆ ขนาดเล็กเรียงต่อกัน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ตัวเครื่องด้านบนมีช่องเสียบหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร ไมโครโฟนตัวที่สองสำหรับตัดเสียงรบกวน และรูกลมเล็ก คือ ช่องทางการส่งสัญญาณ IR Blaster สำหรับใช้เป็นรีโมทคอนโทรลควบคุมโทรทัศน์

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ตัวเครื่องด้านล่าง มีพอร์ต microUSB (รองรับ MHL2.0) และช่องไมโครโฟนสนทนา

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ตัวเครื่องด้านซ้าย มีปุ่มปรับระดับเสียงสีเงิน เช่นเดียวกับกรอบเครื่อง จัดวางอยู่ค่อนไปทางด้านบน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ตัวเครื่องด้านขวา มีปุ่ม Power/Lock ที่มุมข้างบนยังมองเห็นบริเวณรอยบากของฝาหลังซึ่งช่วยให้แกะฝาหลังด้วยนิ้วมือได้ง่าย

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ด้านหลัง มีฝาหลังทำจากวัสดุโพลีคาร์บอเนต ผิวสัมผัสเรียบสะท้อนเงา มีการใส่ลวดลายลงไปบนฝาหลังทุกส่วน ที่ด้านบนมีเลนส์กล้องหลังความละเอียด 13 ล้านพิกเซล พร้อมแฟลช LED ส่วนล่างของฝาหลังมีช่องลำโพงเครื่อง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

เมื่อแกะฝาหลังออก (ฝาหลังที่มาพร้อมเครื่องไม่รองรับการชาร์จไร้สาย) ด้านหลังตัวเครื่องมีช่องใส่แบตเตอรี่ Li-ion ความจุ 2600mAH รองรับ NFC, ช่องใส่ microSIM (ขวา) และช่องใส่ microSD card (ซ้าย) นอกจากนั้นยังมีพอร์ตที่ใช้ร่วมกับฝาหลังชนิดที่รองรับการชาร์จไร้สาย (ไม่ได้มาพร้อมเครื่อง)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

รูปแบบการแสดงผล

Samsung Galaxy S4 รันบนระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2.2 Jelly Bean ครอบทับด้วยส่วนติดต่อผู้ใช้ TouchWiz Nature UX

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

หน้าล็อคสกรีน

มาพร้อมกับภาพพื้นหลังธรรมชาติและสโลแกนหลัก “Life companion” หรือหากเปลี่ยนเป็นภาษาไทยคือ “คู่ชีวิต” หากปัดพื้นที่หน้าจอบริเวณสโลแกนและเวลาปัจจุบันลงมาจะมีไอคอนสำหรับเข้าไปแก้ไขรูปแบบ-ตัวอักษรสโลแกนหลักในหน้าล็อคสกรีน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ถ้าจ่อนิ้วบนหน้าจอด้านล่างและขยับไปมาจะเห็นเอฟเฟ็กต์แสงวิ่งตามบริเวณที่จ่อนิ้ว แสดงให้เห็นการใช้งานโดยไม่สัมผัสกับหน้าจอ หากปัดหน้าล็อคสกรีนด้านบนไปทางซ้าย-ขวา จะพบกับ widget ขนาดใหญ่ซึ่งมีทั้งไอคอนทางลัดและ widget การแจ้งเตือน สามารถเพิ่ม widget อื่นๆ ได้ที่หน้าซ้ายสุด

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ตัวอย่าง widget ขนาดใหญ่ที่สามารถเพิ่มในหน้าล็อคสกรีน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

วิธีการปลดล็อคเข้าสู่หน้าจอหลักให้ปัดเลื่อนพื้นที่หน้าจอด้านล่าง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

หน้าจอหลัก

เริ่มต้นมีหน้าจอหลักมาให้ใช้งานทั้งหมด 5 หน้า ปัดนิ้วไปทางซ้าย-ขวาเพื่อดูหน้าอื่น สามารถวางไอคอนแอพฯ, widget ทางลัด

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ด้านล่างของหน้าจอหลักมีไอคอนหลัก 5 อัน (โทรศัพท์, รายชื่อ, ข้อความ, อินเทอร์เน็ต, ทางเข้าหน้าแอพฯ)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ด้านบนสุดของหน้าจอหลักแสดงไอคอนการแจ้งเตือนและไอคอนการใช้งานระบบ พื้นหลังโปร่งใส เมื่อปัดนิ้วจากขอบบนลงมาข้างล่างจะเรียกแผงการแจ้งเตือนพร้อมกับปุ่มตั้งค่าด่วน (ปุ่มตั้งค่าด่วนใช้เปิด-ปิดการตั้งค่าระบบ ปัดไปทางซ้าย-ขวาเพื่อดูปุ่มอื่น)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

หากใช้สองนิ้ดปัดขอบบนของหน้าจอหลักลงมาข้างล่างจะเรียกปุ่มตั้งค่าด่วนทั้งหมดออกมา

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

แตะที่ว่างในหน้าจอหลักค้างไว้หรือแตะปุ่มเมนูเพื่อจัดการหน้าจอหลัก / แตะบนไอคอนค้างไว้เพื่อจัดการไอคอน (ย้าย/จัดกลุ่ม/ลบ)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

หน้าแอพพลิเคชั่น

แบ่งประเภทออกเป็นแอพฯ ทั้งหมด, widget ทั้งหมด, แอพฯ ที่ดาวน์โหลดมา

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

เลื่อนไปทางซ้าย-ขวาเพื่อดูหน้าอื่น, จีบนิ้วเพื่อดูภาพรวม, หากต้องการนำไอคอนหรือ widget ไปวางในหน้าจอหลักให้แตะค้างไว้

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ในปุ่มเมนูเพิ่มเติม สามารถแก้ไขแอพฯ (ย้าย/สร้างแฟ้ม/สร้างหน้า/ถอนการติดตั้ง), แสดงผลในรูปแบบตารางที่กำหนดเอง, ตารางตัวอักษร, รายการตัวอักษร

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นฐาน

โทรศัพท์

รองรับการโทรผ่านเครือข่ายมือถือ โทรผ่านอินเทอร์เน็ต และวิดีโอคอลล์ สามารถใช้กล้องหน้าหรือกล้องหลังสำหรับเล่นวิดีโอคอลล์ มีระบบลดเสียงรบกวนจากฝั่งผู้ใช้ระหว่างโทร และระบบเพิ่มเสียงเรียกเข้าขณะที่โทรศัพท์อยู่ในกระเป๋า

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

รายชื่อ

สามารถซิงค์รายชื่อผู้ใช้จากซิมการ์ด, Samsung account, ChatON, Facebook, Google, LDAP, Microsoft Exchange ActiveSync, เซิฟเวอร์ สามารถเลือกบัญชีรายชื่อที่จะนำมาแสดงผล

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ข้อความ

สามารถรับ-ส่งข้อความ SMS/MMS ส่งข้อความได้ทั้งแบบทีละรายชื่อหรือเป็นกลุ่มในครั้งเดียว สามารถใส่ไอคอนหน้ายิ้ม, ปรับเปลี่ยนรูปแบบกรอบคำพูด/พื้นหลัง, ปรับขนาดการแสดงผลข้อความ (ใหญ่, กลาง, เล็ก)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

อีเมล

สามารถใช้งานรับ-ส่งอีเมลโดยมีเครื่องมือช่วยตั้งค่าอัตโนมัติ รองรับแอคเคาท์อีเมล POP3, IMAP, Microsoft Exchange ActiveSync สามารถปรับขนาดตัวอักษรในการแสดงผลได้

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

อินเทอร์เน็ต

เบราว์เซอร์อินเทอร์เน็ตที่ติดตั้งมาพร้อมเครื่อง สามารถเปิดดูได้ทั้งในมุมมองเดสก์ท็อปและมุมมองโมบาย สามารถเปิดหลายหน้าต่างเพื่อชมหลายเว็บไซต์พร้อมกัน, มีระบบบุ๊คมาร์คสำหรับเก็บที่อยู่เว็บไซต์โปรด

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ออกาไนเซอร์พื้นฐาน

นาฬิกา (ปลุก, เวลาโลก, จับเวลา, ตั้งเวลา), ปฏิทิน (S Planner), เครื่องคิดเลข, บันทึกเสียง, ไฟล์ส่วนตัว

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

แอพฯ Google ที่มาพร้อมเครื่อง

Google Now, Gmail, Google+, Google Messenger, Google Talk, Google Chrome, Play สโตร์, Youtube, Play เพลง, Google Maps, การนำทาง, Local, ค้นหาด้วยเสียง, Google Earth

ข้อมูลทางด้านฮาร์ดแวร์

  • ขนาดตัวเครื่อง 136.6×69.8×7.9 มิลลิเมตร น้ำหนัก 130 กรัม
  • ระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์ 4.2.2 Jelly Bean ส่วนติดต่อผู้ใช้ TouchWiz Nature UX
  • จอแสดงผลกว้าง 5 นิ้ว Full HD 1920×1080 พิกเซล (441ppi) Super AMOLED รองรับ Super Sensitive touch
  • CPU Exynos 5 Octa 5410 8-core (quad-core 1.6GHz Cortex A15 และ quadcore 1.2GHz Cortex A7)
  • GPU PowerVR SGX 544MP3
  • RAM 2 GB
  • พื้นที่เก็บข้อมูลในเครื่อง 16 GB
  • รองรับ microSD card สูงสุด 64 GB
  • รองรับ microSIM
  • รองรับการเชื่อมต่อ 2G : GSM 850 / 900 / 1800 / 1900MHz
  • รองรับการเชื่อมต่อ 3G : HSDPA 850 / 900 / 1900 / 2100MHz
  • รองรับการเชื่อมต่อ Wi-Fi 802.11 a/b/g/n/ac, Wi-Fi Direct, Wi-Fi Hotspot
  • GPS (A-GPS, GLONASS) / NFC / S-Beam / Bluetooth 4.0 / MHL 2.0 / IR LED (Remote Control)
  • กล้องหลัง 13 ล้านพิกเซล ออโต้โฟกัส พร้อมไฟแฟลช LED
  • กล้องหน้า 2 ล้านพิกเซล
  • แบตเตอรี่ Li-ion ความจุ 2600 mAh (ถอดเปลี่ยนได้)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

การทดสอบประสิทธิภาพความเร็วและการแสดงผลของเครื่อง

  • ผลทดสอบความเร็ว Benchmark ด้วย AnTuTu Benchmark ได้ 28,019 คะแนน
  • ผลทดสอบความเร็ว Benchmark ด้วย Quadrant Standard ได้ 12,543 คะแนน
  • ผลการทดสอบประสิทธิภาพกราฟิกด้วย Nenamark 2 ได้ 59.9 เฟรม/วินาที
  • ผลตรวจสอบระบบสัมผัสหน้าจอแบบ Multitouch สูงสุด 10 จุด

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ทดสอบเซนเซอร์ด้วยโปรแกรม Android Sensor Box พบเซนเซอร์ดังนี้

  • Accelerometer Sensor ตรวจจับสถานะการเอียง
  • RGB Light Sensor ตรวจจับแสงสว่าง
  • Orientation Sensor ตรวจจับทิศทางการเอียง
  • Proximity Sensor ตรวจจับระยะห่างระหว่างผู้ใช้กับสมาร์ทโฟน
  • Gyroscope Sensor ตรวจจับทิศทางการเคลื่อนไหว
  • Sound Sensor ตรวจจับระดับเสียง
  • Magnetic Sensor ตรวจจับความเข้มสนามแม่เหล็ก
  • Pressure Sensor ตรวจจับแรงดัน/ความกดอากาศ

นอกจากนั้นภายในเครื่องยังมีเซ็นเซอร์เพิ่มเติมอีก ได้แก่

  • Hall Sensor ตรวจจับการทำงานของ Cover (ฝาปิดหน้าจอ) ว่าปิดหรือเปิดไว้
  • Gesture Sensor ตรวจจับท่าทางของมือในระยะไม่เกิน 7 ซม.
  • Temperature/ Humidity Sensor ตรวจจับอุณหภูมิและความชื้น

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

การใช้งานผ่านท่าทางของมือโดยไม่สัมผัสหน้าจอ (Air Gestures)

สามารถควบคุมการทำงานต่างๆ ของสมาร์ทโฟนด้วยการเคลื่อนไหวมือบนหน้าจอโดยไม่สัมผัสกับจอโดยตรง มีประโยชน์ในกรณีที่มือไม่ว่างหรือไม่สะดวกสัมผัสกับเครื่อง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

หลักการทำงานคือใช้ Air Gesture Sensor ซึ่งอยู่ทางขวาของช่องลำโพงสนทนาทำหน้าที่ตรวจจับและรับรู้ท่าทางการเคลื่อนไหวของมือในระยะไม่เกิน 7 ซม.

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

มีลูกเล่นให้ใช้งานดังนี้

  • ดูข้อมูลแบบฉับไว – ขณะหน้าจอปิดอยู่ เคลื่อนมือเหนือเซ็นเซอร์เพื่อดูข้อมูลสำคัญ
  • การเลื่อนโดยไม่สัมผัส – เลื่อนดูเนื้อหาในเว็บเพจหรืออีเมลโดยปัดมือขึ้นลงเหนือเซ็นเซอร์
  • เรียกดูโดยไม่สัมผัส – เลื่อนดูภาพในแกลเลอรี่, เลื่อนหน้าต่างเว็บเพจในอินเทอร์เน็ต, เปลี่ยนแทร็คเพลงขณะเล่น, เปลี่ยนแทร็กเพลงบนหน้าจอล็อค, เลื่อนหน้าการแสดง S Memo โดยปัดเลื่อนมือไปทางซ้ายหรือขวาเหนือเซ็นเซอร์
  • ย้ายโดยไม่สัมผัส – ย้ายไอคอนไปหน้าอื่นๆ โดยสัมผัสไอคอนค้างไว้แล้วปัดเลื่อนมืออีกข้างไปทางซ้ายหรือขวา
  • รับสายเข้าโดยไม่สัมผัส – รับสายเข้าและเปิดลำโพงอัตโนมัติโดยเลื่อนมือเหนือเซ็นเซอร์

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

แสดงข้อมูลเมื่อวางนิ้วเหนือพื้นหน้าจอ (Air View)

เมื่อวางนิ้วเหนือพื้นที่ของหน้าจอ (ไม่สัมผัสกับจอ) สามารถดูรายละเอียดที่ซ่อนอยู่ในเนื้อหา มีลูกเล่นให้ใช้งานดังนี้

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

  • การดูตัวอย่างข้อมูล -ดูรายละเอียดเพิ่มเติมโดยยกนิ้วเหนือหน้าจอ
  • การดูตัวอย่างความคืบหน้า – ดูตัวอย่างฉากหรือแสดงเวลาเล่นเมื่อยกนิ้วเหนือแถบเวลาเล่นเพลง/วิดีโอ
  • การดูตัวอย่างการโทรด่วน – แสดงชื่อที่ถูกกำหนดเป็นหมายเลขโทรด่วนเมื่อยกนิ้วเหนือหมายเลขนั้น
  • การขยายขนาดคอนเท็นท์เว็บเพจ – แสดงคอนเทนท์ในเว็บเพจด้วยฟ้อนต์ขนาดใหญ่ขึ้นเมื่อยกนิ้วเหนือบริเวณคอนเทนท์นั้น

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

การพักอัจฉริยะ (Smart Pause)

เมื่อละสายตาจากหน้าจอขณะรับชมวิดีโอ จะหยุดเล่นอัตโนมัติ และเมื่อกลับมาชมจะเล่นต่อให้อัตโนมัติ ระบบจะตรวจจับดวงตาด้วยกล้องหน้าว่าขณะนั้นผู้ใช้หันหน้าเข้าหาหน้าจอหรือไม่

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

การเลื่อนอัจฉริยะ (Smart Scroll)

ขณะรับชมเนื้อหาเว็บเพจหรือเนื้อหาในอีเมล ระบบจะตรวจจับดวงตาของผู้ใช้และจะเลื่อนหน้าจอตามมุมที่เอียงศีรษะหรือเอียงอุปกรณ์ สามารถกำหนดความเร็วในการเลื่อนได้

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

โหมดการทำงานหลายหน้าต่าง (Multi Window)

เรียกใช้งานสองแอพฯ ในหน้าเดียวพร้อมกัน โดยแตะลากแอพฯ มาจากถาดมัลติวินโดว์ที่อยู่ด้านซ้ายของจอ สามารถซ่อนถาดมัลติวินโดว์โดยแตะปุ่มย้อนกลับค้างไว้

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Adapt Display

เรียนรู้ว่าผู้ใช้งานกำลังเปิดอะไรอยู่บนหน้าจอสมาร์ทโฟน และปรับความสว่างของจอให้เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมแสงที่เข้ามาโดยอัตโนมัติ

Adapt Sound

ปรับระดับความดังและความสมดุลเสียงด้านซ้ายและด้านขวาของหูฟังให้เหมาะสมกับชนิดของสื่อที่กำลังเล่น (เพลง, วิดีโอ, การโทร) และระดับการได้ยินของผู้ใช้ วิธีการตั้งค่าใช้งานให้เข้าไปที่ การตั้งค่า > อุปกรณ์ส่วนตัว > เสียง > Adapt Sound เมื่อเข้าไปจะมีขั้นตอนทดสอบการได้ยินของผู้ใช้เพื่อนำค่าเสียงที่เหมาะสมมาปรับใช้งานกับหูฟัง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

S Voice Drive

แฮนด์ฟรีสำหรับผู้ที่ขับรถยนต์ ช่วยให้เรียกใช้งานฟังก์ชั่นต่างๆ ของโทรศัพท์ระหว่างขับรถได้ด้วยคำสั่งเสียง เริ่มเข้าใช้งานโดยแตะเปิดใช้งาน“โหมดขับรถ” ผ่านปุ่มตั้งค่าด่วน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ภายในแอพฯ สามารถเรียกใช้งานโทรศัพท์, นำทาง, เล่นเพลง, ดูหมายกำหนดการ, สภาพอากาศ ด้วยการออกคำสั่งเสียงภาษาอังกฤษ (ไม่รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ChatON

แอพฯ สนทนา ChatON เวอร์ชั่น 2.6.0 มาพร้อมกับความสามารถรองรับการใช้งานวิดีโอคอลล์พร้อมกัน 3 สาย, รองรับการแบ่งปันหน้าจอบนมือถือของผู้ใช้ (screen-sharing) และสามารถสนทนาวิดีโอคอลล์ผ่านกล้องหน้าและกล้องหลังได้พร้อมๆ กัน

Group Play

ฟังก์ชั่นสำหรับเชื่อมต่อกับ Samsung Galaxy S4 เครื่องอื่นผ่าน Wi-Fi Direct สามารถแชร์รูปภาพ, ไฟล์เอกสารหรือเล่นเกมหลายคนพร้อมกัน (Multi Player) นอกจากนั้นยังสามารถแชร์เพลงด้วยการเปลี่ยน Samsung Galaxy S4 ของผู้ใช้และของเพื่อนให้เป็นลำโพงรอบทิศทางและสามารถเล่นเพลงไปพร้อมกัน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Hub

ศูนย์รวมคลิปวิดีโอ, หนังสือ, เกม, สื่อการเรียนรู้ ที่แนะนำโดย Samsung ภายในมีแนะนำสินค้าออกใหม่ และแยกประเภทสินค้าออกเป็นหมวดหมู่เพื่อให้ง่ายต่อการค้นหาและดาวน์โหลดไปใช้งาน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

WatchON

แอพฯ เปลี่ยนมือถือให้เป็นรีโมทควบคุมอุปกรณ์ทีวี, กล่องรับสัญญาณ, เครื่องเล่น DVD, บลูเรย์, โปรเจคเตอร์โดยผ่านทาง IR Blaster (Infrared) ภายในแอพฯ มีตัวช่วยการตั้งค่ารีโมทที่รองรับอุปกรณ์ทีวีหลายๆ ยี่ห้อชั้นนำ เมื่อตั้งค่าเสร็จจะมีปุ่มกดควบคุมอุปกรณ์มาให้ใช้งาน

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

S Translator

แอพฯ แปลภาษาที่สามารถแปลได้ทั้งข้อความตัวอักษรหรือข้อความเสียง รองรับ 9 ภาษา (เกาหลี, จีนตัวย่อ, ญี่ปุ่น, อังกฤษ, ฝรั่งเศส, เยอรมัน, อิตาลี, โปรตุเกส, บราซิล, สเปน)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ภายในมีวลีที่กำหนดให้ซึ่งมักจะใช้บ่อยๆ ในชีวิตประจำวันหรือในการเดินทาง มาให้เลือกใช้งาน หากต้องการแปลข้อความหรือแปลเสียงพูดก็ได้ สามารถปรับความเร็วในการอ่านออกเสียงได้ 5 ระดับ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Optical Reader

แอพฯ สแกนภาพเพื่อตรวจจับข้อความ, นามบัตร หรือ QR Code สามารถใช้เป็นพจนานุกรมแปลข้อความภาษาต่างประเทศให้เป็นภาษาไทยได้ นอกจากนั้นยังสามารถบันทึกข้อมูลบนนามบัตรไปจัดเก็บเป็นรายชื่อผู้ติดต่อโดยไม่ต้องเสียเวลากรอกข้อมูล

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

S Health

แอพฯ สำหรับคนรักสุขภาพ สามารถติดตามการออกกำลังกาย, การรับประทานอาหาร มีระบบตรวจสอบระดับความสบายของผู้ใช้ ซึ่งจะวัดความชื้นและอุณหภูมิของสภาพแวดล้อมรอบตัวผู้ใช้

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

มีบอร์ดสุขภาพและแผนภูมิชาร์ทแสดงความเคลื่อนไหวในเรื่องการออกกำลังกาย, น้ำหนัก, การรับประทานอาหาร

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Story Album

แอพฯ สร้างอัลบั้มภาพถ่าย ช่วยให้เก็บภาพความทรงจำในแบบที่ต้องการ มีธีมให้เลือก 6 แบบ สามารถแชร์อัลบั้มภาพถ่ายในรูปแบบไฟล์รูปภาพ, ไฟล์ PDF หรือไฟล์ Story Album (.ssf)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Safety Assistance

การเรียกใช้โหมดขอความช่วยเหลือฉุกเฉิน สามารถเตือนรายชื่อฉุกเฉินเกี่ยวกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับผู้ใช้พร้อมกับส่งข้อความฉุกเฉินและรูปภาพทั้งจากกล้องหน้าและกล้องหลัง รวมถึงตำแหน่งที่อยู่ไปให้ วิธีการใช้งานการขอความช่วยเหลือให้แตะปุ่มเพิ่ม-ลดระดับเสียงค้างไว้ 3 วินาที

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Dropbox ฟรี 50 GB

เมื่อสมัครเข้าใช้งานแอพฯ เก็บข้อมูลออนไลน์ Dropbox ผ่านทาง Samsung Galaxy S4 จะได้พื้นที่ใช้งานฟรีถึง 50 GB เป็นเวลา 2 ปี

TripAdvisor

แอพฯ สำหรับนักเดินทาง มีข้อมูลโรงแรม ร้านอาหาร และกิจกรรมสนุกๆ พร้อมรีวิว,รูปถ่าย และแผนที่การเดินทาง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Galaxy BookStore

แอพฯ ร้านหนังสือออนไลน์ มีนิตยสารชั้นนำและหนังสือให้เลือกอ่านทั้งแบบฟรีและเสียค่าใช้จ่าย

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Galaxy Eat Out

แอพฯ ค้นหาร้านอาหารพร้อมคำแนะนำในรูปแบบรีวิว สามารถโพสรูป, เขียนรีวิว, เพิ่มร้านอาหารใหม่ๆ ขอเส้นทางไปยังร้านอาหาร และมีคูปองส่วนลดร้านอาหารต่างๆ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Galaxy Kids

ช่องทางดาวน์โหลดแอพฯ สำหรับเด็ก ซึ่งช่วยพัฒนาศักยภาพทางสมอง สร้างเสริมทักษะการเรียนรู้ในรูปแบบเกมและแอพฯ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Showtime

ช่องทางรับชมหนัง (ภาพยนตร์) สามารถซื้อภาพยนตร์ได้แบบทีละเรื่องหรือเหมาจ่ายบุฟเฟต์ นอกจากนั้นยังมีภาพยนตร์ฟรีจากสิทธิพิเศษ Samsung Galaxy Privilege

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Gallery

แบ่งหมวดหมู่ไฟล์ภาพตามอัลบั้ม, ภาพทั้งหมด, เวลา, ตำแหน่ง, บุคคล, รายการที่ชอบ, มุมมองก้นหอย

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

เมื่อเข้าไปชมภาพขนาดใหญ่ สามารถจีบนิ้วบนภาพเพื่อย่อ-ขยายภาพ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ในโหมดแก้ไขภาพ สามารถแก้ไขภาพเฉพาะบางจุด โดยแตะบนภาพค้างไว้เพื่อเข้าสู่โหมดการเลือก

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

มีเครื่องมือแก้ไขภาพให้ใช้งาน ได้แก่

  • หมุน : หมุนซ้าย, หมุนขวา, กลับด้านตามแนวนอน, กลับด้านตามแนวตั้ง
  • ตัดบางส่วน : ฟรี, 1:1, 4:3, 16:9
  • สี : การปรับอัตโนมัติ, ความสว่าง, ความเข้ม, ระดับสี, ปรับ RGB, อุณหภูมิ, การปรับแสง, สีสัน
  • เอฟเฟ็กต์ : ขอบภาพเบลอ, ระดับสีเทา, ซีเปีย, วินเทจ, สีจาง, เทอร์คอยซ์, สีอ่อน, การ์ตูน, หงุดหงิด, ฟิชอาย, เนกาทีฟ, ย้อนอดีต, การสลัก, ภาพร่าง, ดาวน์ไลท์, บลูวอช, แสงสีเหลือง, ความคมชัด, เบลอ, สว่างนวล
  • รูปคน : แก้ไขตาแดง, แอร์บรัชใบหน้า, ความสว่างใบหน้า, อยู่นอกโฟกัส, หน้าสวย, เปลี่ยนรูปทรงใบหน้า, การรักษาจุด
  • สติกเกอร์ : แปรง, การ์ตูน, กระดาษ, ไอคอน
  • รูปวาด : ปากกา, ตัวลบ
  • เฟรม : 10 แบบ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ในเมนูเพิ่มเติม สามารถใส่กรอบรูปพร้อมเขียนคำอธิบาย, ใส่โฟโต้โน๊ตหรือคำอธิบายภาพที่ด้านหลัง, แชร์รูปภาพกับคู่หูที่ถูกติดแท็กใบหน้าในรูปถ่าย

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

เครื่องเล่นเพลง

จำแนกหมวดหมู่เพลงแยกตามเพลง, รายการเพลง, อัลบั้ม, ศิลปิน, มิวสิคสแควร์, โฟลเดอร์, อุปกรณ์ใกล้เคียง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ในหน้าเครื่องเล่นเพลง แสดงหน้าปกอัลบั้ม และปุ่มควบคุมการเล่นเพลงพร้อมแถบเวลาที่ปรับเลื่อนได้ (รองรับ Air View)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

สามารถปรับเอฟเฟ็กส์เสียง SoundAlive โดยแตะไอคอนปรับระดับเสียงและเลือกไอคอนเอฟเฟ็กต์ มีเอฟเฟ็กต์เสียงให้เลือกดังนี้
อัตโนมัติ, ปกติ, Pop, Rock, Dance, Jazz, Classic, Tube amp effect, Vocal, Bass boost, Treble boost, Virtual 7.1 ch, Externalization, Cafe, COncert hall, กำหนดเอง ในปุ่มเมนูเพิ่มเติมสามารถตั้งให้แสดงมุมมองเพลง, ปรับรูปแบบเสียงให้เข้ากับเพลง (Adapt Sound) ซึ่งทำงานในโหมดหูฟังเท่านั้น

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

เครื่องเล่นวิดีโอ

สามารถแสดงผลคลิปวิดีโอส่วนตัว, คลิปวิดีโอที่ดาวน์โหลดผ่านร้านค้า, คลิปวิดีโอจากอุปกรณ์ใกล้เคียง รองรับการแสดงผลคลิปวิดีโอ Full HD 1080p และ HD 720p

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

แสดงผลตัวอย่างคลิปวิดีโอขนาดย่อในรูปแบบภาพเคลื่อนไหว (รองรับ Air View)

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

สามารถเล่นคลิปวิดีโอในมุมได้ทั้งมองแนวตั้งหรือแนวนอน, จีบนิ้วบนคลิปเพื่อซูมภาพ, ภายในหน้าเครื่องเล่นมีปุ่มควบคุมการเล่นวิดีโอ, แถบเวลาปรับเลื่อนได้ (รองรับ Air View), ปุ่มปรับขนาดการแสดงผล, เล่นคลิปวิดีโอแบบ Pop up Play

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ในเมนูเพิ่มเติม สามารถดูตัวอย่างบท, แก้ไข (ตัดช่วงคลิปวิดีโอ), ตั้งเวลาปิดวิดีโออัตโนมัติ

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

กล้องถ่ายรูป

Samsung Galaxy S4 มีกล้องหลังความละเอียดสูงถึง 13 ล้านพิกเซล พร้อมไฟแฟลช และกล้องหน้าความละเอียด 2 ล้านพิกเซล พร้อมกับฟังก์ชั่นถ่ายรูปอีกมากมายช่วยให้การถ่ายภาพสนุกสนานยิ่งขึ้น

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

ฟังก์ชั่นถ่ายรูปที่น่าสนใจ

  • Dual Camera : ถ่ายภาพและบันทึกวิดีโอจากกล้องหน้าและกล้องหลังไปพร้อมกันในเวลาเดียวกัน ช่วยให้ภาพทุกคนรวมถึงผู้ถ่ายเข้าไปอยู่ในรูปหรือวิดีโอ
  • Animated Photo ฟังก์ชันถ่ายวิดีโอนาน 5 วินาทีที่สามารถเลือกบางจุดในภาพให้เคลื่อนไหวและบันทึกเป็นไฟล์รูปภาพ (GIF)
  • Sound & Shot : เพิ่มเสียงเข้าไปในรูปภาพ โดยโหมดนี้สามารถบันทึกเสียง 9 วินาทีหลังถ่ายภาพ
  • Drama Shot : ถ่ายภาพต่อเนื่อง 100 ช็อตอย่างรวดเร็วภายใน 4 วินาที ช่วยให้ถ่ายภาพวัตถุที่เคลื่อนไหวได้รวดเร็วอย่างต่อเนื่องและนำมารวมเป็นภาพเดียว
  • Eraser Shot : ลบคน สัตว์ รวมทั้งสิ่งของใดๆ ก็ตามที่เราไม่ต้องการซึ่งบังเอิญติดมาในเฟรมออกจากภาพถ่าย

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง   Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

คุณสมบัติในการถ่ายภาพนิ่ง

  • ความละเอียดภาพถ่ายกล้องหลัง : 4128×3096, 4128×2322, 3264×2448, 3264×1836, 2048×1152 พิกเซล
  • ความละเอียดภาพถ่ายกล้องหน้า : 1920×1080, 1440×1080, 640×480 พิกเซล
  • ซูม : ดิจิตอล สูงสุด 4x
  • แฟลช : เปิด, ปิด, อัตโนมัติ
  • เอฟเฟ็กต์ : ไม่มี, ขอบภาพเบลอ, ระดับสีเทา, ซีเปีย, วินเทจ, สีจาง, เทอร์คอยซ์, สีอ่อน, การ์ตูน, หงุดหงิด, ขรุขระ, สีน้ำมัน, ฟิชอาย
  • โหมดถ่ายภาพ : อัตโนมัติ, หน้าสวย, รูปภาพที่ดีที่สุด, เบสท์เฟช, เสียงและช็อต, ดราม่า, รูปภาพเคลื่อนไหว, ริชโทน (HDR), ยางลบ, พาโนราม่า, กีฬา, กลางคืน
  • ตรวจจับกลางคืนอัตโนมัติ : เปิด, ปิด
  • ถ่ายภาพด้วยคำสั่งเสียง : เปิด, ปิด
  • การถ่ายภาพต่อเนื่อง : เปิด, ปิด
  • การตรวจจับใบหน้า : เปิด, ปิด
  • เครื่องวัด : เน้นตรงกลาง, เมทริกซ์, ตำแหน่ง
  • ISO : ออโต้, 100, 200, 400, 800
  • ระบบป้องกันการสั่นไหว : เปิด, ปิด
  • แท็ก GPS : เปิด, ปิด
  • แสดงภาพหลังถ่าย : เปิด, ปิด
  • ตั้งเวลาถ่ายรูป : ปิด, 2, 5, 10 วินาที
  • สมดุลสีขาว : ออโต้, แสงจ้า, มีเมฆเป็นส่วนมาก, อินแคนเดสเซนท์, ฟลูออเรสเซนท์
  • ค่าชดเชยแสง : +2 ถึง -2
  • ไกด์ไลน์ : เปิด, ปิด
  • ชื่อไฟล์บอกตำแหน่ง : เปิด, ปิด
  • อุปกรณ์จัดเก็บ หน่วยความจำภายในเครื่อง, microSD card

Samsung Galaxy S4 - ซัมซุง

คุณสมบัติในการบันทึกวิดีโอ

  • ความละเอียดวิดีโอกล้องหลัง : 1920×1080, 1440×1080, 1280×720, 320×240 พิกเซล, ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที รูปแบบไฟล์ .MP4
  • ความละเอียดวิดีโอกล้องหน้า : 1920×1080, 1440×1080, 1280×720, 320×240 พิกเซล, ความเร็ว 30 เฟรม/วินาที รูปแบบไฟล์ .MP4
  • โหมดบันทึก : ปกติ, ข้อจำกัด MMS, เคลื่อนไหวช้า, เคลื่อนไหวเร็ว
  • ความเสถียรของวิดีโอ : เปิด, ปิดImage

ประวัติ lamborghini super car สายพันธุ์ ควายกระทิง

ลัมโบร์กีนี   เป็นบริษัทผลิตรถซุปเปอร์คาร์ จากอิตาลี ก่อตั้งโดย Ferruccio Lamborghini ใน ค.ศ. 1963 ต่อมาถูกขายให้กับเอาดี้ บริษัทนี้ผลิตรถแข่ง รถซุปเปอร์คาร์ มีคุณภาพเทียบเท่า เฟอร์รารี่ซึ่งผลิตมาในจำนวนจำกัด และมีราคาที่สูง

ลัมโบร์กีนี นั้นเป็นสัญลักษณ์อย่างหนึ่งสำหรับ ความเร็ว และความหรู เช่นเดียวกับ เฟอร์รารี่ การออกแบบ ลัมโบร์กินี นั้นได้รับไอเดียมาจาก กระทิงสเปน รถเกือบทุกรุ่นของค่ายนี้จึงมีเอกลักษณ์เฉพาะตัวนั้นคือ รูปร่างที่โค้งทั้งคันเหมือนกระทิง ด้านหน้าเน้นไฟหน้าให้เหมือนลูกตาของกระทิง และมีสีประจำรถ ประจำยี่ห้อนี้คือ สีเหลือง และ สีส้ม

ลัมโบร์กินี กัลลาร์โด นั้นถือว่าเป็นคลาสเล็กสุดของยี่ห้อนี้ โดยวัดจากราคาขั้นต่ำ ซึ่งมีราคาราวๆ 7 ล้านขึ้น ไปจนถึงคลาสที่แพงที่สุด อาทิเช่น ลัมโบร์กีนี เรเบนตันที่มีจำหน่ายเพียง 20 คันในโลก รองลงมาก็จะเป็นคลาส มูร์เซียลาโกซึ่งมีราคาราวๆ 10 ล้านขึ้นไปและปัจจุบันก็ได้ยกเลิกการผลิตแล้ว โดยเปลี่ยนเป็นรุ่น อะเวนตาดอร์ แทน

ประวัติ Image

ลัมโบร์กีนีก่อตั้งโดย แฟร์รุชโช ลัมโบร์กีนี (Ferruccio Lamborghini) บุตรของ viticulturists จากเมือง comune ของจังหวัด Renazzo di Cento ที่ Ferrara ใน เอมีเลีย ภาคเหนือของอิตาลี หลังจากที่เป็นช่างใน Regia Aeronautica ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง ลัมโบร์กีนี เข้าไปทำงานในธุรกิจรถแทรกเตอร์ของกองทัพทหารที่เหลือจากการทำสงคราม, กลางปี 1950 เขาเปิดบริษัท ชื่อว่า ลัมโบร์กีนีส์ แทรกเตอร์ คัมพานี (Lamborghini’s tractor company) และต่อมาได้กลายเป็นหนึ่งในผู้ผลิตอุปกรณ์ทางเกษตรที่สำคัญในประเทศ และเขายังเป็นเจ้าของผู้ประสบความสำเร็จในการทำเครื่องทำน้ำอุ่นและเครื่องปรับอากาศ

ความมั่นคงของ บริษัท Lamborghini ทำให้เขาคิดถึงเมื่อตอนเด็ก ที่อยากมีรถหรู เช่น Alfa Romeos, Lancias, Maseratis และ Mercedes Benz.ต่อมาเขาตัดสินใจซื้อ เฟอร์รารี่ 250GT ครั้งแรกของเขา ในปี 1958 เขาชอบเฟอร์รารี่ แต่รถเฟอร์รารี่ก็มีข้อเสียอยู่ นั่นคือ เวลาวิ่งเสียงดังมาก จึงเป็นเหตุผลสำคัญที่เขา คิดว่าเฟอร์รารี่ไม่ดีจึงสร้างแบรนด์รถของเขาเองโดยใช้นามสกลุเขาเป็นชื่อลิขสิทธิ์ จนปัจจุบัน เราได้เห็นรถ ลัมโบร์กีนี เป็นยี่ห้อรถ ที่มีชื่อเสียงมากยี่ห้อหนึ่งของโลก

รุ่นปัจจุบันของลัมโบร์กีนี 

ลัมโบร์กินี กัลลาร์โด (Lamborghini Gallardo)
Lamborghini Gallardo LP 570-4 Superleggera - David Merrett.jpg
ผลิตตั้งแต่ปี 2003 ความเร็วสูงสุด 315 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 ทำได้ที่ 3.7 วินาที เครื่องยนต์ V10 ขนาด 5.0 ลิตร
  • คูเป้/โรสเตอร์
ลัมโบร์กีนี อะเวนตาโดร์ (Lamborghini Aventador)
2012-03-07 Motorshow Geneva 4608.JPG
ผลิตตั้งแต่ปี 2011 ความเร็วสูงสุด 354 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 ทำได้ที่ 2.9 วินาที เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร
  • คูเป้/โรสเตอร์
ลัมโบร์กีนี เรเบนตัน (Lamborghini Reventon)
Lamborghini Reventón.jpg
ผลิตตั้งแต่ปี 2008 จำนวน 21 คัน ความเร็วสูงสุด 356 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 ทำได้ที่ 3.4 วินาที เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.5 ลิตร
  • คูเป้/โรสเตอร์
ลัมโบร์กีนี มูร์เซียลาโก (Lamborghini Murcielago)
Lamborghini-murcielago-lp670-4-super-veloce.jpg
ผลิตตั้งแต่ปี 2001-2010 และผลิตมาแล้ว 4,099 คัน
ความเร็วสูงสุด 345 กม./ชม. อัตราเร่ง 0-100 ทำได้ที่ 3.0 วินาที เครื่องยนต์ V12 ขนาด 6.2 ลิตร
  • คูเป้/โรสเตอร์

ประวัติ misubishi evolution

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน (Mitsubishi Lancer Evolution) หรือ อีโว (Evo) เป็นรุ่นรถในเครือของ มิตซูบิชิ แลนเซอร์ มีตัวถังรถคล้ายแลนเซอร์ทั่วไป แต่มีเครื่องยนต์ที่มีสมรรถนะสูงกว่า สอดคล้องกับคำว่า Evolution ซึ่งแปลว่า วิวัฒนาการ แลนเซอร์ อีโวลูชัน จึงหมายถึง แลนเซอร์รุ่นพิเศษที่ได้วิวัฒนาการขึ้นมาเป็นรถแข่งที่เครื่องยนต์มีความแรงกว่าแลนเซอร์ทั่วไป อีโวลูชันรุ่น 1 ถึง 9 จะใช้เครื่องยนต์รุ่น 4G63 เทอร์โบชาร์จ 2000 ซีซี ขับเคลื่อนสี่ล้อ

อีโวลูชัน รุ่นที่ 1 ผลิตขึ้นครั้งแรกใน พ.ศ. 2535 โดยใช้ตัวถังของแลนเซอร์รุ่นที่ 6 อีโวลูชั่นที่ใช้เครื่องยนต์รุ่น 4G63 วิวัฒนาการไปถึงรุ่นที่ 9 ในขณะที่อีโวลูชันพัฒนาไปถึงรุ่นที่ 10 และเปลี่ยนเครื่องยนต์เป็นรุ่น 4B11 เทอร์โบชาร์จ ขนาดความจุ 2000 ซีซี[1] เพราะอีโวลูชันมีการพัฒนาประสิทธิภาพ สมรรถนะค่อนข้าวเร็ว ดังนั้น การเกิดโมเดลเชนจ์จึงมีบ่อย ช่วงเวลาของแต่ละรุ่นจึงสั้น

เดิมทีนั้น ทางมิตซูบิชิขายอีโวลูชันภายในประเทศญี่ปุ่นเท่านั้น ไม่ส่งออก แต่ทว่า กลุ่มบริษัทนำเข้ารถยนต์อิสระ จึงได้ใช้สิทธิตามกฎหมายเป็นผู้ส่งอีโวลูชันออกไปขายตามตลาดภูมิภาคต่างๆ ของโลก จนอีโวลูชันกลายเป็นรถที่มีชื่อเสียง มิตซูบิชิจึงตัดสินใจเริ่มส่งออกอีโวลูชันไปขายเองในปี พ.ศ. 2546 โดยเริ่มส่งออกอีโวลูชันเองในรุ่นที่ 8 เป็นรุ่นแรก

สำหรับในประเทศไทย อีโวลูชันของจริงพบเห็นได้น้อยมาก เพราะด้วยสมรรถนะสูงและออปชันต่างๆ ของอีโวลูชัน ทำให้มีราคาแพง และยิ่งเมื่อรวมภาษีและค่าการตลาดต่างๆ เข้าไปแล้ว อีโวลูชันมีราคาแพงมาก ผู้ใช้ที่ต้องการรถที่เครื่องแรงจึงเปลี่ยนใจซื้อแลนเซอร์ธรรมดาไปแต่งเองเสียมากกว่า ทำให้ อีโวลูชันในไทยหายากมาก

รุ่นที่ 1 (พ.ศ. 2535 – 2537) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 1

อีโวลูชันรุ่นแรก ใช้ตัวถังของแลนเซอร์รุ่นที่ 6 หรือโฉม E-CAR ได้เข้าร่วมการแข่งขัน World Rally Championship ขุมพลัง 4G63 DOHC 16 วาล์ว มีเทอร์โบชาร์จและอินเตอร์คูลเลอร์ ให้กำลังสูงสุด 247 แรงม้า ที่6,000 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 31.6 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3,000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด ส่งกำลังลงสู่ระบบขับเคลื่อนสี่ล้อ คู่หน้าแบบมีรูระบายความร้อน

ด้านมิติ ความยาวตัวถัง 4310 มิลลิเมตร กว้าง 1695 มิลลิเมตร สูง 1395 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2500 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถ 1170-1240 กิโลกรัม

 

รุ่นที่ 2 (พ.ศ. 2537 – 2538) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 2

อีโวลูชันรุ่นที่สอง มีการปรับปรุงระบบเครื่องยนต์โดยเพิ่มแรงดัน BoosterTurbo ทำให้มีกำลังเพิ่มจาก 247 เป็น 256 แรงม้า ที่ 6000 รอบต่อนาที (เครื่องยนต์ 2000 ซีซีเท่ากัน) ทอร์ค 31.6 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีดส่งกำลังสู่ระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ มีการปรับปรุงระบบการควบคุมรถ เพิ่มระยะฐานล้อจาก 2500 เป็น 2510 มิลลิเมตร และเพิ่มขนาดสปอยเลอร์ เพิ่มความสูงจาก 1395 เป็น 1420 มิลลิเมตร น้ำหนักตัวรถ 1180-1250 กิโลกรัม

 

รุ่นที่ 3 (พ.ศ. 2538 – 2539)

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 3

อีโวลูชันรุ่นที่ 3 ได้มีการติดตั้งแอโรพาร์ท และสปอยเลอร์รอบคัน เพื่อเพิ่มแรงกด(ให้ยึดติดกับพื้นถนน กันลอย) และลดค่าการต้านทานอากาศ(แอโรไดนามิค)ลง ทำให้รถพุ่งได้ดียิ่งขึ้น และเปลี่ยนคอมเพรสเซอร์ของระบบเทอร์โบชาร์จ ทำให้มีกำลังเพิ่มขึ้นอีก จาก 256 เป็น 270 แรงม้า ที่ 6250 รอบต่อนาที (เครื่องยนต์ 2000 ซีซี) ทอร์ค 31.6 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3000 รอบต่อนาที ใช้เกียร์ธรรมดา 5 สปีด น้ำหนักรถ 1190-1260 กิโลกรัม ส่วนมิติกว้างยาวและระยะฐานล้อคงเดิม

 

รุ่นที่ 4 (พ.ศ. 2539 – 2541) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 4

อีโวลูชันรุ่นที่ 4 ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวถังพื้นฐานของแลนเซอร์รุ่นที่ 7 หรือ โฉมท้ายเบนซ์ หรือแลนเซอร์เอ็มจี ตัวถังยาว 4330 มิลลิเมตร กว้าง 1690 มิลลิเมตร สูง 1415 มิลลิเมตร ระยะฐานล้อ 2510 มิลลิเมตร น้ำหนัก1260 – 1350 กิโลกรัม เป็นได้มีการเปลี่ยนมาใช้พวงมาลัยแบบ 3 ก้านทรงสปอร์ต มีการติดตั้งถุงลมนิรภัย และระบบ Active Yaw Control หรือระบบควบคุมแรงบิดล้อหลังเป็นรุ่นแรกของโลก ทำให้สามารถเข้าโค้งได้ที่ความเร็วสูง และทรงตัวได้ดีเมื่อเบรกกะทันหัน

เครื่องยนต์ที่ใช้ ยังเป็นเครื่อง 4G63 ขนาด 2000 ซีซี เช่นเดียวกับรุ่นก่อนหน้าทั้ง 3 รุ่น แต่ใช้เครื่องยนต์แบบเทอร์โบคู่ (Twin Scroll Turbo) ปรับสมรรถนะขึ้น โดยมีกำลัง 276 แรงม้า ที่ 6500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 36.0 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3000 รอบต่อนาที นอกจากนี้ยังมีการย้ายตำแหน่งเครื่องยนต์เยื้องมาทางฝั่งคนขับ เพื่อให้ทำงานประสานกับเกียร์ธรรมดา 5 สปีดได้ดียิ่งขึ้น

 

รุ่นที่ 5 (พ.ศ. 2541 – 2542) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ รุ่นที่ 5

อีโวลูชันรุ่นที่ 5 ได้เพิ่มช่องรับอากาศขนาดใหญ่เพื่อระบายความร้อนในเครื่องยนต์ ตัวถังยาว 4350 มิลลิเมตร กว้าง 1770 มิลลิเมตร สูง 1405-1415 มิลลิเมตร หนัก 1260 – 1360 กิโลกรัม เครื่องยนต์มีแรงม้าเท่าเดิม แต่แรงบิดเพิ่มเป็น 38.1 กิโลกรัม-เมตร ที่ 3000 รอบต่อนาที

 

รุ่นที่ 6 (พ.ศ. 2542 – 2544) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 6 Tommi Makinen

อีโวลูชันรุ่นที่ 6 ได้มีการปรับปรุงระบบแอโรพาร์ท และระบบหล่อเย็นเครื่องยนต์ให้ได้ตามมาตรฐานของ Fédération Internationale de l’Automobile หรือ FIA ปรับปรุงระบบ Active Yaw Control ให้ทันสมัยขึ้น เปลี่ยนแกนเทอร์ไบน์เป็นไททาเนียม ปรับปรุงระบบสั่นสะเทือนเพื่อให้ยึดเกาะถนนได้ดีขึ้น

ในปีเดียวกัน มิตซูบิชิได้ผลิตแลนเซอร์ อีโวลูชัน เวอร์ชันพิเศษ เพื่อเป็นเกียรติให้ ทอมมี มาคิเนน (Tommi Makinen) ซึ่งเป็นนักแข่งแรลลี่อาร์ตของทีมมิตซูบิชิ ที่ได้ใช้แลนเซอร์ อีโวลูชัน คว้าชัยชนะในอันดับต้นๆ ในการแข่งแรลลี่อาร์ตระดับโลกได้หลายครั้ง โดยยึดการตกแต่งด้วยสีแดง ออกแบบชุดแอโรพาร์ทใหม่ทั้งหมด พร้อมฝาปิดถังน้ำมันแบบใหม่เพื่อกันการกระฉอกในการเข้าโค้งด้วยความเร็วสูง

เครื่องยนต์ของอีโวลูชัน 6 มีแรงม้าเท่าเดิม แต่แรงบิด เปลี่ยนเป็น 38.1 กิโลกรัม-เมตร ที่ 2750 รอบต่อนาที และอีโวลูชันรุ่นที่ 6 ได้ปรากฏตัวในภาพยนตร์เรื่อง Taxi 2 โดยเป็นรถของแก๊งค์ยากูซ่า ในฉากที่ไล่กวดรถ เปอรโยต์ 406 และพุ่งเข้าชนรถถัง ในขณะที่เปอร์โยต์ 406 พุงลอยข้ามรถถังไป

ด้านมิติ ตัวถังรถยาว 4350 มม. กว้าง 1770 มม. สูง1405-1415 มม. ระยะฐานล้อ 2510 มม. น้ำหนัก 1250 – 1360 กก.

 

รุ่นที่ 7 (พ.ศ. 2544 – 2546) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 7

อีโวลูชันรุ่นที่ 7 ได้เปลี่ยนมาใช้ตัวถังของแลนเซอร์รุ่นที่ 8 หรือ แลนเซอร์ ซีเดีย (Lancer Cedia) ตัวถังยาว 4455มม. กว้าง 1770มม.สูง 1450 มม. ระยะฐานล้อ 2625มม. หนัก 1320-1400 กก.

รุ่นที่ 7 ยังใช้เครื่องยนต์ 4G63 แต่ปรับปรุงระบบทางเดินไอเสียให้ระบายไอเสียได้ดีขึ้น มีแรงม้าสูงสุด 280 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 39.4 กิโลกรัม-เมตร ส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดา 5 จังหวะ ระบบขับเคลื่อนเปลี่ยนมาใช้ระบบ Active Center Differential แทนระบบ Viscous Coupling ติดตั้งระบบไฮดรอลิกควบคู่กับระบบคลัตช์หลายแผ่น และติดตั้งระบบเรกแบบ ABS และระบบกระจายแรงเบรก EBD มีระบบลดความร้อนของจานเบรก และวาล์วปรับแรงดันน้ำมันเบรก Pressure Control Value;PVC

นอกจากนี้ อีโวลูชันรุ่นที่ 7 เป็นรุ่นแรก(และรุ่นเดียว)ของตระกูลอีโวลูชันที่มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติขาย [ด้วยเพราะตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน ผู้ที่ศึกษาเรื่องรถจะทราบดีว่า เกียร์อัตโนมัติจะส่งกำลังได้น้อยกว่าเกียร์ธรรมดาอย่างเห็นได้ชัด (อันที่จริง เปราะบางกว่าด้วย) ซึ่งเมื่อการส่งแรงอันเปรียบเหมือนหัวใจของรถสปอร์ตทำได้ไม่สมบูรณ์ จึงไม่นิยมซื้อรถเกียร์อัตโนมัติเป็นรถสปอร์ต] แต่ในรุ่นที่ 7 นี้ ได้มีการผลิตเกียร์อัตโนมัติในอีโวลูชนเป็นรุ่นแรก แต่ก็แน่นอน มีกำลังน้อยกว่า คือ มีกำลัง 264 แรงม้า (เกียร์กระปุก 280) และมีแรงบิด 35 กิโลกรัม-เมตร (เกียร์กระปุก 39)

 

รุ่นที่ 8 (พ.ศ. 2546 – 2548) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 8

อีโวลูชันรุ่นที่ 8 เป็นรุ่นแรกที่มิตซูบิชิได้ส่งออกไปขายในประเทศอเมริกาเป็นครั้งแรก มีการปรับปรุงระบบอินเตอร์คูลเลอร์และเทอร์โบชาร์จ เพิ่มความทนทานของก้านลูกสูบอลูมีเนียม ก้านสูบแบบเหล็กหล่อ เปลี่ยนไปใช้สปริงวาล์วแบบเบา เพื่อลดแรงเสียดทานในการทำงาน พร้อมระบบ ACD แบบใหม่ เลือกการทำงานตามสภาพถนนได้ 3 แบบ คือ ฝุ่นกรวด(Gravel), ถนนลาดยาง(Tarmac) และพื้นหิมะ (Snow)

ในประเทศญี่ปุ่น อีโวลูชันมีกำลังสูงสุด 280 แรงม้า ที่6500 รอบต่อนาที และแรงบิดสูงสุด 40.1 กิโลกรัม-เมตร ที่3500 รอบต่อนาที นอกจากนี้ ยังมีระบส่งกำลังด้วยเกียร์ธรรมดาแบบอัตราทดชิด (Close Ration) คือการที่ความแตกต่างของขนาดเฟืองในแต่ละเกียร์นั้นน้อยกว่ารถทั่วไป ทำให้แต่ละเกียร์สามารถส่งกำลังได้มากกว่า ส่วนในประเทศอเมริกา มิตซูบิชิจำเป็นต้องลดกำลังและแรงบิดเครื่องยนต์ลดมา เพื่อให้เครื่องยนต์ใช้เชื้อเพลิงน้อย และมีมลภาวะต่ำกว่าอีโวลูชันในญี่ปุ่น เพื่อให้ผ่านมาตรฐานไอเสียสะอาดระดับ LEV1 – LEV ของมลรัฐแคลิฟอร์เนีย

โครงสร้างตัวถังมีความยาว 4490-4535 มม. กว้าง 1770 มม. สูง 1450 มม. ระยะฐานล้อ 262 5มม. น้ำหนักตัวรถ 1320-1410 กก. ห้องโดยสารตกแต่งโดยเน้นโทนสีดำเป็นหลัก แผงหน้าปัดคอนโซลเพิ่มตัวเลขความเร็วสูงในหน้าปัดขึ้นไปถึง 270 กิโลเมตรต่อชั่วโมง

 

รุ่นที่ 9 (พ.ศ. 2548 – 2550) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 9

อีโวลูชันรุ่นที่ 9 ใช้ระบบเทอร์โบ-อินเตอร์คูลเลอร์เวอร์ชันล่าสุด ทำงานพร้อมกับระบบ MIVEC ให้กำลังได้สูงสุด 291 แรงม้า แรงบิดสงสุด 40.1 กิโลกรัม-เมตร มีการตกแต่งภายในเลียนแบบให้เหมือนรถแข่งแรลลี่มากที่สุด เบาะที่นั่งBucket Seatของสปาร์โก หุ้มอัลคันทาราและหนังแท้ พวงมาลัยสามก้านสีไททาเนียมของบริษัทโมโม แป้นเหยียบอะลูมิเนียมกันลื่น แผงข้างประตูและคอนโซลใช้วัสดุคาร์บอนไฟเบอร์

ตัวถังยาว 4490 มม. กว้าง 1770 มม. สูง 1450 มม. ฐานล้อ 2625 มม. น้ำหนักตัวรถ 1310 – 1490 กก.

 

รุ่นที่ 10 (พ.ศ. 2550 – ปัจจุบัน) 

มิตซูบิชิ แลนเซอร์ อีโวลูชัน รุ่นที่ 10

อีโวลูชันรุ่นที่ 10 เปลี่ยนระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบใหม่ S-AWC (Super-All Wheel Control) และระบบเบรก ABC (Active Brake Control) มีระบบเกียร์มาใหม่ คือ เกียร์แบบซีเควนเซียล 6 สปีด ใช้พื้นฐานของเกียร์ธรรมดา แต่ใช้คลัตไฟฟ้า เปลี่ยนเกียร์โดยใช้ปุ่ม +,- ที่ติดตั้งไว้ที่แป้นพวงมาลัย โดยขายควบคู่กับเกียร์ธรรมดา 5 สปีดแบบเดิม

ในรุ่นที่ 10 ได้เปลี่ยนไปใช้ตัวถังใหม่ของแลนเซอร์รุ่นที่ 9 หรือโฉมหน้าฉลาม ตัวถังยาว 4495 มม. กว้าง 1810 มม. สูง 1480มม. ระยะฐานล้อ 2650 มม. น้ำหนักรถ 1420 – 1600 กก. มีการนำอะลูมิเนียมมาผลิตฝากระโปรง, พื้นตัวถังของห้องเก็บสัมภาระ, หลังคา, กันชน, แผงประตูทั้ง4บาน เพื่อเป็นการลดน้ำหนักของตัวรถ(รถใหญ่กว่ารุ่นก่อนมาก แต่น้ำหนักมากกว่าเล็กน้อย) และได้เปลี่ยนไปใช้เครื่องยนต์ 4B11 2000 ซีซี ให้กำลังได้ไม่ต่ำกว่า 280 แรงม้า แรงบิด 43 กิโลกรัม-เมตร