วิธีลง window on macbook

……

                                         
Windows 7 การติดตั้งดังต่อไปนี้ 

 
ไปที่หน้าแรกมนู Go เลือก Utilities 


 
คลิก Boot Camp Assistant 


 
.คลิก Continue 


 
ติ๊กเครื่องหมายถูก ที่ install Windows 7 คลิก Continue 
แนะนำไม่ติ๊กเครื่องหมายถูกที่ (Download the latest windowns support software from Apple) เพราะเป็นการดาวโหลดที่ช้ามาก ไว้หลังจากติดตั้ง Windows แล้ว หาเวลาว่างๆมาโหลดจะดีกว่า 


 
ปรับแต่ง Partition ได้ 2 จุดที่ระบุ ตามที่ต้องการ ส่วน Windowsไม่ต่ำกว่า 20 GB แล้วคลิก install 


 
หากไม่ไมีแผ่น Windows 7 อยู่ในไดร์ DVD จะมีการเตือนให้ใส่ แผ่น windows 7 รอสักครู่ จนกว่าได้รับการยอมรับ เมื่อใส่แผ่น windows 7 แล้ว ให้คลิก install ต่อจากนี้ไป ก็จะมีการโหลด Windows 7 ลงใน Partitiond สร้างขึ้นจนเสร็จ จะรีสตาร์ดใหม่ แล้วเข้าหน้าติดตั้ง Windows 7 เพื่อติดตั้งต่อไป 


จะเข้าสู่หน้าติดตั้ง Windows 7 โดยของมันเอง 


 
เปลี่ยนใช้ในไทย คลิก Next 


 
คลิก Install now 


 
เลือก Costom (advanced) ติดตั้งแบบนับหนึ่งใหม่หมด จะมีให้การปรับแต่งค่าต่างๆตามที่ต้องการ 


 
เลือก BOOTCAMP คลิก Drive options (advanced) 


 
คลิก Format 


 
เมื่อ Format เสร็จแล้ว BOOTCAMP จะหายไป คลิก Next 


 
จะทำการติดตั้ง windows 7 ไปเรื่อยๆจนเสร็จ 


 
กำลังเข้าสู่เริ่มต้นของการใช้ Windows 


 
การติดตั้งเสร็จสิ้น 


 
ให้ตั้งค่าต่างๆของเราจนเสร็จ เข้าใช้ Windows ได้เลย 


 
ลองเข้าดูใน Control>Hardware and Sound>Device Manager มีเหลืองๆหลายตัว แสดงว่ายังไม่ได้ติดตั้งไดเาอร์ให้อุปกรณ์นั้น ทำให้ทำงานไม่ได้ แล้วจะไปดาวโหลดไดร์เวอร์ที่ใหน ตามต่อครับ 


 
กลับไปเปิดโปรแกรม Boot Camp Assistant ดำเนินถึงหน้านี้ ให้คลิกเครื่องหมายถูกที่ Download the latest windowns support software from Apple แล้วคลิก Continue 


 
ติ๊กจุดที่ Burn a copy to CD or DVD (เขียนก๊อปไป CD หรือ DVD) 
หรือ Save a copy to an extermal drive(ก๊อบไปเก็บไว้ที่ไดรฟ์ภายนอก 
ให้ทำการ format ที่ MS-DOS ( ระบบ FAT ) 
(การ format ไดรฟ์ให้ไปที่โพเดอร์ Utilities เลือก Disk Utility) 
ติ๊กข้อหนึ่งข้อใดแล้ว 
คลิก Continue 


 
การโหลดให้เสร็จ ต้องรอนานที่เดียว อยู่ที่เน็ตและช่วงเวลาจำนวนคนโหลด ใช้เวลาหนึ่งชั่วโมงถึง6-7ชั่วโมง อาจบางคร้งก็โหลดไม่สำเร็จก็ได้ ต้องโหลดใหม่ หากโหลดสำเร็จแล้ว คลิก Quit 


 
เอาแผ่นไดเวอร์ของเครื่อง Mac ที่โหลดมา แล้วเปิดแผ่น เลือก Run setup.exe ต่อไปไดร์เวอร์อุปกรณ์จะถูกติดตั้งจนครบทุกตัว 


 
ลองเข้าดู Device Manager อีกครั้ง ไม่มีรายการติดเหลือง แสดงการติดตั้ง windows เสร็จสิ้นทุกขบวนการ ใช้windowsได้เต็ม100 แล้ว 


วิธีเลือกตัวหนึ่งตัวใดเป็นไดร์ฟ Startup 



ไปที่ System Preferences คลิก Startup Disk 


 
เลือกได้ตามที่้เราต้องการ 


วิธีเปลี่ยนตัว Mac OS X หรือ OS Windows ชั่วคราว 


 
ทำการรีสตาร์คใหม่ กดปุ่ม Option ค้่างไว้จะบูตเข้าหน้า3ไดร์ จะเปิดไดร์ใหน เลือกตามที่ต้องการ

 

วิธีอพ osx

 

 

 

 

 

 

 

 

ขั้นตอนที่ 1.

ตรวจสอบว่าเครื่อง Mac ของคุณ สามารถติดตั้ง Lion ได้

โดยเครื่องที่สามารถติดตั้งได้ มีดังนี้ค่ะ 

  • 1. iMac (Mid 2007 or newer)
  • 2. MacBook (Late 2008 Aluminum, or Early 2009 or newer)
  • 3. MacBook Pro (Mid/Late 2007 or newer)
  • 4. MacBook Air (Late 2008 or newer)
  • 5. Mac mini (Early 2009 or newer)
  • 6. Mac Pro (Early 2008 or newer)
  • 7. Xserve (Early 2009)

ถ้าคุณใช้ Lion สามารถเชค์รุ่นของเครื่อง Mac ที่ใช้อยู่โดยไปที่

เครื่องหมาย Apple ด้านบนสุด ทางซ้ายของหน้าจอ แล้วคลิ๊กที่ About This Mac และ More Info…

 

ขั้นตอนที่  2.

ตรวจสอบว่าเครื่อง Mac ของคุณนั้น ได้ติดตั้ง Lion หรือ Snow Leopard เวอร์ชั่นล่าสุด

โดยสามารถดูได้จาก หน้าต่าง About This Mac จะมีรายละเอียดแจ้งเกี่ยวกับเวอร์ชั่นของ OS X ที่ใช้งานอยู่ในปัจจุบัน

ถ้าเครื่องของคุณ นั้นติดตั้ง Lion (10.7.x) หรือเวอร์ชั่นสูงกว่าขึ้นไป คุณสามารถติดตั้ง Mountain Lion ได้ทันที แต่้ถ้าหากตัวเครื่องของคุณ ติดตั้ง Snow Leopard เวอร์ชั่นที่ต่ำกว่า (10.6.8)  เราจะต้องอัพเดท OS X ให้เป็นเวอรชั่น 10.6.8 ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดก่อนที่จะซื้อและติดตั้ง Mountain Lion จาก Mac App Store ค่ะ โดยให้คลิ๊กที่เครื่องหมาย Apple แล้วเลือก Software Update… แล้วเลือกติดตั้ง Snow Leopard v10.6.8

 

ขั้นตอนที่ 3.

ดาว์นโหลด OS X Mountain Lion จาก Mac App Store และทำตามคำสั่งที่อธิบายบนหน้าจอ จนกระทั่งติดตั้งสมบูรณ์ค่ะ การติดตั้ง OS X นั้นจำเป็นต้องใช้ อินเตอร์เนตความเร็วสูงในการดาว์นโหลดไฟล์ ถ้าหากลูกค้ามีปัญหาในการติดตั้ง OS X Mountain Lion สามารถสอบถามเจ้าหน้าที่ iStudio iBeat U.Store by Comseven เพื่อช่วยเหลือในการติดตั้งได้ค่ะ ทางเจ้าหน้าที่ของเรายินดีให้บริการ

วิธีอัพ ios 7 beta

สำหรับการติดตั้ง iOS7  beta ปกติแล้วต้องลงทะเบียน UDID แบบนักพัฒนา วิธีนี้สามารถติดตั้ง iOS 7 beta  บน iPhone 4/4S , iPhone 5 และ iPod touch 5th ได้โดยที่ไม่ต้องลงทะเบียนนักพัฒนา และสำหรับท่านที่ยังไม่ทราบว่าหน้าตาของ iOS 7 เปลี่ยนไปเป็นยังไงบ้างสามารถชมหน้าเมนูของ iOS 7 กันได้ที่นี่ก่อนครับ  

iOS 7

 

ข้อควรรู้ก่อนอัพเกรด iOS 7  beta

 

– เครื่องที่จะอัพเป็น iOS 7 beta ได้ ต้องเป็นเครื่อง Unlock เครื่อง Lock ห้ามอัพเดท เด็ดขาด (เครื่องที่ติดล็อคสัญญาณ เครื่องหิ้วจากประเทศที่ล็อคสัญญาณ ถ้าอัพ iOS 7 จะทำให้เครื่องไม่มีสัญญาณใช้งานไม่ได้)

– แนะนำให้แบ็คอัพข้อมูลไว้ก่อนเพื่อป้องกันข้อมูลหาย

– เครื่องที่เจลเบรค จะต้อง Restore เป็นเวอร์ชั่นปัจจุบันก่อน iOS 6.1.3 และ iOS 6.1.4 หลังจากนั้นถึงจะใช้วิธีนี้ได้

 

 

วิธีการติดตั้ง iOS 7 beta แบบไม่ลงทะเบียน UDID แบบนักพัฒนา

Step 1: ดาวน์โหลดลิงค์ Fw. ได้จากด้านล่าง และโหลด iTunes เวอร์ชั่นล่าสุดติดตั้ง

Step 2: เปิด iTunes และต่อสายเข้ากับ iPhone / iPod

Step 3: หลังจากนั้นให้กด ”Shift ที่คีย์บอร์ดค้างไว้” และคลิกที่  “Check for Update” บน iTunes  , Mac กด Option ค้างไว้ และ คลิกที่ Check for Update  >> ห้าม Shift + Restore เด็ดขาดจะทำให้ติดหน้า Activate <<

iOS7_01

 

Step 4: เลือก Fw.  IPSW IOS 7 beta  ที่เราโหลดไว้ครับ หลังจากนั้นก็รอการอัพเดท

iOS7_02

 

Step 5: หลังจากติดตั้งเสร็จแล้วก็สามารถใช้ iOS 7 beta ได้แล้วครับซึ่งจะได้หน้าแรกเป็นแบบภาพด้านล่างนี้

Home

Youm

เมื่อ 2 ปีที่แล้วซัมซุงเคยประกาศว่ากำลังมีแผนการที่จะพัฒนาเทคโนโลยีการใช้จอแสดงผลแบบ AMOLED ล่าสุด Samsung Mobile Display (SMD) เตรียมพร้อมที่จะโชว์สุดยอดเทคโนโลยีจอแสดงผลแบบ AMOLED สำหรับการติดตั้งในโทรศัพท์มือถือให้มีความยืดหยุ่น และแข็งแรงทนทานเป็นพิเศษที่มีภายใต้ชื่อเครื่องหมายการค้า”Youm”ซัมซุงเล็งเห็นถึงความสำคัญของตลาดที่มีความต้องการการใช้จอแสดงผลแบบ AMOLED ซึ่งมีคุณสมบัติน้ำหนักเบา ขนาดบาง นี่จึงเป็นเหตุผลที่ซัมซุงได้พัฒนาจอแสดงผลรูปแบบใหม่มาโดยตลอดสำหรับจอแสดงผล AMOLED ที่มีความแข็งแรงจนทุบไม่แตก โดยทางเว็บไซต์ของซัมซุงประเทศเกาหลียังได้มีข้อเปรียบเทียบระหว่างการใช้เทคโนโลยีหน้าจอแสดงผลแบบใหม่ AMOLED, LCD และ OLED เทคโนโลยีดังกล่าวคาดว่าจะมาเร็วๆ นี้Image

 

What is the ram?

RAM (แรม) ย่อมาจาก Random Access Memory

RAM คือหน่วยความจำหลักของคอมพิวเตอร์ มีความสำคัญมากต่อประสิทธิภาพการทำงานและความเร็วในการทำงานโดยรวมของคอมพิวเตอร์ มีหน้าที่รับข้อมูลและชุดคำสั่งของโปรแกรมต่างๆ เพื่อส่งไปให้ CPU (Central Processing Unit) ซึ่งเปรียบเสมือนสมองของคอมพิวเตอร์ให้ประมวลผลข้อมูลตามต้องการ ก่อนจะแสดงผลการประมวลที่ได้ออกมาทางหน้าจอแสดงผล (Monitor) นั่นเอง

RAM จะทำหน้าที่เก็บชุดคำสั่งและข้อมูลที่ระบบคอมพิวเตอร์กำลังทำงานอยู่ ทั้งในแบบของ Input และ Output โดยการเข้าถึงข้อมูลของ RAM นั้น จะเป็นการเข้าถึงแบบสุ่ม หรือ Random Access ซึ่งหมายถึงโปรเซสเซอร์สามารถเข้าถึงทุกๆส่วนของหน่วยความจำหรือพื้นที่เก็บข้อมูลได้โดยตรง เพื่อเพิ่มความเร็วในการทำงานและการรับ-ส่งข้อมูล

เนื้อที่ของ RAM ได้ถูกแบ่งออกเป็น 4 ส่วนหลักดังนี้

1. Input Storage Area
ส่วนนี้เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลนำเข้าที่ได้รับมาจากหน่วยรับข้อมูลเข้า (Input Device) เช่น ข้อมูลที่ได้มาจากคีย์บอร์ด โดยข้อมูลนี้จะถูกนำไปใช้ในการประมวลผลต่อไป

2. Working Storage Area 
ส่วนนี้เป็นส่วนที่เก็บข้อมูลที่อยู่ในระหว่างการประมวลผล

3. Output Storage Area
ส่วนนี้เป็นส่วนที่เก็บผลลัพธ์ที่ได้จากการประมวลผล ตามความต้องการของผู้ใช้ เพื่อรอที่จะถูกส่งไปแสดงออกยังหน่วยแสดงผลอื่นที่ผู้ใช้ต้องการ เช่นหน้าจอแสดงผล เป็นต้น

4. Program Storage Area
เป็นส่วนที่ใช้เก็บชุดคำสั่ง หรือโปรแกรมที่ผู้ใช้ต้องการจะส่งเข้ามา เพื่อใช้คอมพิวเตอร์ปฏิบัติตามคำสั่งชุดดังกล่าว หน่วยควบคุมจะทำหน้าที่ดึงคำสั่งจากส่วนนี้ทีละคำสั่งเพื่อทำการแปลความหมาย ว่าคำสั่งนั้นสั่งให้ทำอะไร จากนั้นหน่วยควบคุมจะไปควบคุมฮาร์ดแวร์ที่ต้องการทำงานดังกล่าวให้ทำงานตามคำสั่งนั้นๆ หน่วยความจำจะจัดอยู่ในลักษณะแถวแนวตั้ง (CAS:Column Address Strobe) และแถวแนวนอน (RAS:Row Address Strobe) เป็นโครงสร้างแบบเมทริกซ์ (Matrix) โดยจะมีวงจรควบคุมซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวงจรในชิปเซต (Chipset) ควบคุมอยู่ โดยวงจรเหล่านี้จะส่งสัญญาณกำหนดแถวแนวตั้ง และสัญญาณแถวแนวนอนไปยังหน่วยความจำเพื่อกำหนดตำแหน่งของข้อมูลในหน่วยความจำที่จะใช้งาน

จากหน้าที่และประโยชน์ของ RAM ข้างต้น ยิ่งเราติดตั้ง RAM เข้าไปในระบบคอมพิวเตอร์มาก ประสิทธิภาพและความเร็วในการรับ-ส่งข้อมูลก้จะดีขึ้นและเร็วขึ้นด้วย แต่ทั้งนี้การเลือก RAM ต้องคำนึงถึงความเร็วการรับ-ส่งข้อมูล (BUS)

Cpu and bus

ถ้าเปรียบ CPU เป็นรถ ความเร็ว CPU ก็เป็นความเร็วของรถ 
ส่วน บัสด้านหน้า (FSB) คืออินเตอร์เฟซระหว่างโปรเซสเซอร์กับชิปเซ็ต North Bridge ของเมนบอร์ด นาฬิกาของบัสยิ่งเร็วก็ยิ่งมีแบนด์วิธมากขึ้น อาจเปรียบ FSB เหมือนถนนทางหลวง ยิ่งมีช่องทางมากขึ้น ยิ่งรองรับการจราจรได้มากขึ้น 
มันไม่ใช่ว่าช่องทางจราจรจะมาจำกัดความเร็วของรถ แต่หมายถึงว่าถ้าถนนมีหลายเลน ก็ขนส่งที่เดียวได้หลายคัน เร็วกว่าขนส่งทีละคัน ซึ่งจะต้องเสียเวลาขนส่งหลายเที่ยว

สำหรับ L2 cache เป็นหน่วยความจำชนิดหนึ่งคล้าย RAM แต่เป็น RAM ของ CPU คือที่สำหรับนำข้อมูลที่รอการประมวลผลจาก CPU ไปพักไว้ เพื่อให้ CPU ว่างแล้วนำข้อมูลเหล่านั้นเข้าไปประมวลผล มีความเร็วในการส่งถ่ายข้อมูลมากกว่าแรม เพราะฉะนั้นยิ่งใหญ่ยิ่งดี ( เป็นที่พักได้ทั้งข้อมูลที่รอการประมวลผล และข้อมูลที่กำลังประมวลผล แต่ต้องนำออกมาพักที่ L2 cache ก่อนเพราะมีข้อมูลที่สำคัญกว่ามาประมวลผลที่ CPU เมื่อข้อมูลนั้นประมวลผลเสร็จแล้ว จึงนำข้อมูลส่วนที่พักไว้ที่ L2 cache นี้กลับคืนไปประมวลผลต่อที่ CPU 
Chshe ยิ่งมากจึงยิ่งดี ( คล้าย RAM เช่น Chshe (MB) 512X6 ก็คล้ายมี RAM ขนาด 512 MB ถึง 6 ตัว )

N/A = Not Available, Not Applicable = ไม่มีข้อมูล

GT/s คือ Gigatransfer/second 
( 1 GT/s เท่ากับ 1,000,000,000 transfer ใน 1 วินาที )

คลื่นสัญญาณมือถือ

หลังจากค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ได้ทดสอบระบบ 3G และเปิดให้บริการในหลายพื้นที่ หลายคนพอทราบข่าวก็ค้นหาเครื่องโทรศัพท์ระบบ 3G ตามเว็บไซต์บนอินเทอร์เน็ต เมื่อตรวจเช็คดูสเปคแต่ละเครื่องแล้ว ก็เริ่มสงสัยกับคลื่นความถี่ของเครื่องโทรศัพท์มือถือในบ้านเมืองเรา ทำให้เกิดคำถามขึ้นในใจว่า แล้วจะใช้กับระบบ 3G ของทุกเครือข่ายได้หรือไม่ และค่ายโทรศัพท์ต่างๆ เช่น AIS DTAC True และ Hutch เป็นต้น ใช้คลื่นความถี่อะไรในระบบ 3G นีดฟอร์เมนดอทคอมขออนุญาตแชร์ข้อมูลคลายความสงสัยในเรื่องนี้ แต่ก่อนที่จะไปดูคลื่นความถี่ 3G ของค่ายโทรศัพท์มือถือดังกล่าว เราลองมาดูช่วงความถี่เดิมและมาตรฐานเทคโนโลยีของค่ายโทรศัพท์ต่างๆ กันก่อน ดังนี้

ความถี่เดิมของค่ายโทรศัพท์มือถือในไทย
Subject\Operators AIS DTAC Truemove Hutch หมายเหตุ
มาตรฐานเทคโนโลยี GSM GSM GSM CDMA  
ช่วงความถี่เดิม (MHz) 900 850/1800 1800 800  
อายุสัมปทาน 25 ปี 27 ปี 12 ปี 12 ปี เวลาเปลี่ยนแปลงได้
ระยะเวลา (พ.ศ.) 2533-2558 2534-2561 2544-2556 2546-2558

 

เมื่อทราบความถี่เดิมของค่ายโทรศัพท์มือถือในไทยผ่านไปแล้ว ลองมาทำความเข้าใจจุดเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สายในประเทศไทยกันบ้าง เพราะมีความเชื่อมโยงกับความถี่เดิมของค่ายโทรศัพท์ต่างๆ ซึ่งจะนำเสนอเพียงย่อๆ ดังนี้

 

จุดเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สายในประเทศไทย1

ก่อนยุคเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สาย ปี พ.ศ.2426 กรมไปรษณีย์ และ กรมโทรเลข ได้รับโปรดเกล้าฯให้จัดตั้งขึ้นในรัชสมัยรัชกาลที่ห้า ต่อมาปี พ.ศ.2429 กรมโทรเลขก็ได้รับโอนกิจการโทรศัพท์จากกรมกลาโหมให้มาอยู่ในความดูแล ครั้นถึงปี พ.ศ.2441 กรมไปรษณีย์และกรมโทรเลข ก็ได้รับโปรดเกล้าฯ ให้ยุบรวมกิจการเป็นหนึ่งเดียว โดยใช้ชื่อใหม่ว่า กรมไปรษณีย์โทรเลข มีหน้าที่ดำเนินงานโทรศัพท์กับงานไปรษณีย์และโทรเลขไปพร้อมกันด้วย จนกระทั่งปี พ.ศ.2497 กองชั่งโทรศัพท์ได้แยกตัวออกมาจัดตั้งเป็น องค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทย (ทศท.) ครั้นถึงปี พ.ศ.2545 รัฐบาลก็ได้แปรรูป ทศท. ไปเป็น บริษัท ทศท คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) และอีก 3 ปีต่อมาก็ได้เปลี่ยนชื่อเป็น บริษัท ทีโอที จำกัด (มหาชน)

กรมไปรษณีย์โทรเลขยังคงดำเนินงานต่อมา จนกระทั่งปี พ.ศ.2520 จึงได้แยกส่วนงานของกรมไปรษณีย์โทรเลขให้ไปขึ้นกับ การสื่อสารแห่งประเทศไทย (กสท.) ที่จัดตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การสื่อสารแห่งประเทศไทย พ.ศ.2519 และให้มีสถานะเป็นรัฐวิสาหกิจ ครั้นถึงปี พ.ศ.2546 รัฐบาลก็ได้แปรสภาพ กสท. ออกเป็น 2 บริษัท คือ บริษัท กสท โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) และ บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด

 

จุดเริ่มต้นของการสื่อสารไร้สาย เกิดขึ้นเมื่อกรมไปรษณีย์โทรเลขนำเอามาตรฐาน NMT ความถี่ 450 MHz และ 470 MHz เข้ามาจัดสรรให้บริการหน่วยงานของรัฐ ต่อมาองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยได้รับโอนภาระงานนโยบายโทรศัพท์เพิ่มเข้ามาในความรับผิดชอบ และได้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ ซึ่งนับเป็นจุดเริ่มต้นของยุค 1G ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แต่โทรศัพท์ก็ยังไม่แพร่หลายในหมู่ประชาชน

เอไอเอส AIS

ด้วยข้อจำกัดที่โทรศัพท์มีขนาดใหญ่ ทำให้ กสท. นำเอามาตรฐาน AMPS มาเปิดให้บริการโดยใช้คลื่นความถี่ 800 MHz ส่วนองค์การโทรศัพท์แห่งประเทศไทยก็นำเอามาตรฐาน NMT ความถี่ 900 MHz เข้ามาให้บริการ และเปิดให้เอกชนเข้ามาลงทุน โดยมีบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส จำกัด (มหาชน) หรือ AIS ได้รับสัมปทานเป็นระยะเวลา 25* ปี เริ่มจากปี พ.ศ.2533 เป็นต้นมา

ดีแทค DTAC

นอกจากนี้ยังมีบริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ TAC เริ่มดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ AMPS ความถี่ 800 MHz ซึ่งได้รับสัมปทานจาก กสท ในปี พ.ศ.2534* โดยมีอายุสัมปทาน 27 ปี จากการขอขยายสัญญาเดิม 15 ปีเป็น 22 ปี จากนั้นมีการขอแก้จาก 22 ปีเป็น 27 ปี3 ต่อมาเรียกย่านความถี่ที่ได้รับสัมปทานนี้เป็นความถี่ 850 MHz

เมื่อเทคโนโลยีได้รับการพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ระบบ NMT และระบบ AMPS ซึ่งเป็นระบบอะนาล็อกก็เริ่มล้าสมัย ทำให้ AIS นำเอาระบบ GSM ความถี่ 900 MHz ซึ่งเป็นระบบดิจิตอลเข้ามาให้บริการในปี พ.ศ.2537 ส่วน TAC ก็นำเอาระบบ GSM ความถี่ 1800 MHz เข้ามาเปิดให้บริการภายใต้เครื่องหมายการค้า Worldphone 1800 จากนั้น AIS ก็ได้เปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่แบบเติมเงิน ส่วน TAC ก็ได้เปิดให้บริการด้วยเช่นกัน โดยใช้ชื่อว่า Dprompt และเปลี่ยนเครื่องหมายการค้าจาก Worldphone เป็นชื่อ DTAC

ทรูมูฟ Truemove

ครั้นถึงปี พ.ศ.2544 บริษัท ทีเอ ออเร้นจ์ จำกัด ได้เข้ามาเปิดให้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM ความถี่ 1800 MHz แต่ก็ประสบปัญหาซึ่งทำให้ต้องถอนตัวออกไป โดยได้ถ่ายโอนกิจการให้กับ บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ต่อมา กสท ได้รวมความถี่จากดีแทคจำนวน 2.5 MHz และจาก กสท เองจำนวน 2.5 MHz ได้เป็น 5 MHz ซึ่งอยู่ในช่วงความถี่ 850 MHz ให้ทรูนำไปอัพเกรดบริการ 3 จี2

(ความถี่นั้น นับกันเป็นช่วงหรือเป็นย่าน เช่น ความถี่ 800 MHz หมายความว่าอยู่ในช่วง 800 ถึง 900 MHz ซึ่งรวมจำนวนได้เท่ากับ 100 MHz ในจำนวน 100 MHz นี้จะแบ่งให้ใครเท่าไรก็ตามนั้น แต่เรียกกันว่าความถี่ 800 MHz หรือ 850 MHz ตามความเหมาะสม)

ธุรกิจโทรศัพท์มือถือเติบโตอย่างรวดเร็ว พ.ศ.2545 กิจการร่วมการค้าไทยโมบาย ได้ถือกำเนิดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของ กสท. กับ ทีโอที โดยเปิดให้บริการเครือข่ายโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ GSM ความถี่ 1900 MHz มีพื้นที่ให้บริการเฉพาะในกรุงเทพฯ แต่ก็สามารถนำไปใช้งานต่างจังหวัดได้ ต่อมา พ.ศ.2551 ทีโอทีได้ไปซื้อหุ้นในส่วนของ กสท. เพื่อมาบริหารเอง

ฮัทช์ Hutch

ความร้อนแรงของธุรกิจสื่อสารไร้สายยังมีต่อเนื่อง พ.ศ.2546 บริษัท ฮัทชิสัน ซีเอที ไวร์เลส จำกัด ก็ได้เข้ามาดำเนินธุรกิจโทรศัพท์เคลื่อนที่ในระบบ CDMA ความถี่ 800 MHz ซึ่งได้รับการจัดสรรคลื่นความถี่จาก บริษัท กสท. โทรคมนาคม จำกัด (มหาชน) ในรูปแบบของสัญญาผู้จัดทำการตลาด (Marketing service provider)4 ครั้นถึงต้นปี พ.ศ. 2554 บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด(มหาชน) ก็ได้เข้าไปซื้อหุ้นของฮัทช์มูลค่าประมาณ 6300 ล้านบาท ซึ่งดีลครั้งนี้ทำให้ทรูได้รับสิทธิ์ใช้คลื่นความถี่จาก กสท เพิ่มขึ้นอีกราว 15 ปี จากเดิมที่อายุสัมปทานของทรูจะสิ้นสุดลงในปี พ.ศ.2556Image

ประเภทของรถยนตร์

1. ซีดาน หมายถึงรถเก๋ง 4 ประตูทั่วๆ ไป เป็นรถที่เราพบเห็นกันบ่อยที่สุดตามท้องถนน เช่น โตโยต้า โคโลล่า เป็นต้น 

2. สปอร์ต หมายถึงรถ 2 ประตู ซึ่งอาจจะมีเบาะหลังหรือไม่มีก็ได้ และส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์ที่แรง เพื่อให้ขับสนุก และช่วงล่างค่อนข้างจะกระด้าง เพื่อการเกาะถนนที่ดีนั่นเอง เช่น นิสสัน สกายลาย หมายถึงรถ 2 ประตู ซึ่งอาจจะมีเบาะหลังหรือไม่มีก็ได้ และส่วนใหญ่จะใช้เครื่องยนต์ที่แรง เพื่อให้ขับสนุก และช่วงล่างค่อนข้างจะกระด้าง เพื่อการเกาะถนนที่ดีนั่นเอง เช่น นิสสัน สกายลาย 

3. คูเป้ หมายถึงรถ 2 ประตูซึ่งจะดัดแปลงมาจากรถซีดานต่างกับรถสปอร์ตซึ่งจะออกแบบมาโดยเฉพาะ เช่น ฮอนด้า ซีวิค คูเป้ 

4. เอสยูวี (SUV : Sports Utility Vehicle )หมายถึงรถเอนกประสงค์ ซึ่งจะเป็นระบบขับเคลื่อน 4 ล้อ เพื่อให้สามารถขับไปได้ทุกที่ทั้งงานลุยและงานโดยสาร เช่น บีเอ็มดับเบิลยู เอ๊กซ์5 

 
5. เอ็มพีวี (MPV – Multi Purpose Vehicle )หมายถึงรถตู้เอนก 7 ที่นั่ง หรือรถตู้สมัยใหม่ซึ่งจะเน้นพื้นที่โดยสารให้กว้างขวาง สะดวกสบาย เช่น ฮอนด้า สตรีม 

6. พีพีวี (PPV : Pickup truck base Passenger Vehicle)หมายถึงรถกระบะดัดแปลง รถประเภทนี้ถูกดัดแปลงมาจากรถกระบะ เช่นโตโยต้า สปอร์ต ไรเดอร์ 

 

7. แฮดซ์แบ็ก หมายถึงรถเก๋ง 3 หรือ 5 ประตูที่มีลักษณะท้ายลาด ซึ่งอาจจะทำให้พื้นที่ด้านหลัง ค่อนข้างแคบ เช่น มาสด้า แอสตินา 

8. สปอร์ตซีดาน หมายถึงรถเก๋งซีดาน 4 ประตูที่เน้นความโค้งมนตลอดคัน มีลักษณะเพรียวลม จึงทำให้ห้องโดยสารค่อนข้างจะแคบ เช่น มาสด้าแลนติส 

 

9. รถกระบะ เป็นรถที่มีพื้นที่ว่างด้านท้ายรถจำนวนมาก และห้องโดยสารมีพื้นที่น้อย มักใช้ในธุรกิจขนาดเล็กและกลาง รถกระบะขนาดเล็กมาก ที่มีชื่อเสียง เช่น  อีซูซุ ดี-แม็กซ์

 Image

ความสำคัญของดอกยาง

 

ความสำคัญของดอกยางรถยนต์

     

 
 

     ดอกยางของรถยนต์นั้น มีไว้เพื่อยึดเกาะถนน และรีดน้ำขณะขับรถบนถนนเปียกเพื่อให้หน้ายาง สัมผัส กับผิวถนน และเกาะพื้นถนนได้ดี หน้ายางที่ถ่ายทอดแรงทิศทางต่าง ๆ สู่ผิวถนนได้ดีนั้นดอกยางควรลึก ไม่น้อยกว่า 3 มิลลิเมตร แต่ทั้งนี้ก็ต้องขึ้นอยู่กับความลึกของน้ำบนผิวถนน และความเร็วของรถด้วย สำหรับอายุของยางรถยนต์ที่ให้ความปลอดภัยเพียงพอ ต้องไม่เกิน 5 ปี นับจากวันที่ผลิต หากยางรถยนต์ อายุครบ 5 ปีแล้ว ก็ควรรีบเปลี่ยน เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของคุณและเพื่อนร่วมทางบนท้องถนน 

     ดอกยางและร่องบนหน้ายาง มีหน้าที่ในการรีดน้ำขณะหน้ายางสัมผัสกับถนน ปัจจุบันยางมีประสิทธิภาพในการรีดน้ำสูงถึง 40 ลิตรต่อนาที ในขณะที่วิ่งด้วยความเร็ว 100 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ความลึกของดอกยางมีผลต่อการรีดน้ำและการเกาะถนน ขณะที่เปียก หากประสิทธิภาพการรีดน้ำต่ำ อาจทำให้เกิดการไถลได้ง่าย ความลึกขั้นต่ำควรจะมีความลึกอย่างน้อย 1.6 มิลลิเมตร และหากดอกยางเหลือต่ำกว่า 2.0 มิลลิเมตร จะขาดประสิทธิภาพในการรีดน้ำและเกาะถนน 

ยางดอกหมด อาจจะทำให้คิดไปได้ว่า การเกาะถนนจะไม่ดีเท่ายางที่มีดอกยาง แต่แท้จริงแล้วสำหรับการขับขี่ บนท้องถนนที่แห้งและเรียบ ยางที่ไม่มีดอกยางที่เนื้อยางยังไม่แข็งกระด้าง จะเกาะถนนมากกว่ายางมีดอก เพราะยิ่ง มีหน้ายางสัมผัสพื้นกว้างเท่าไหร่ ก็ยิ่งเกาะถนนมากเท่านั้น สาเหตุที่ยางมีดอกเกาะถนนแห้งน้อยกว่ายางไม่มีดอก เพราะการกดยึดเกาะถนนเกิดขึ้นด้วยแรงกดระหว่างหน้ายางกับผิวถนน ยิ่งมีหน้ายางเป็นพื้นกว้างก็ยิ่งยึดเกาะกันได้ดี แต่ยางไม่มีดอกจะเกาะถนนดีเฉพาะถนนแห้งเท่านั้น “ ถ้าถนนเปียก อย่างฤดูฝนเช่นนี้ จะลื่นมาก เพราะมีน้ำเป็นฟิล์มบาง ๆ คั่นระหว่างหน้ายางกับพื้นถนน ” ยางสำหรับใช้งานทั่วไป ที่ต้องเจอทั้งถนนแห้งและถนนเปียก จึงต้องมีร่องยางเพื่อให้สามารถ รีดน้ำออกจากหน้ายางที่กดลงกับพื้น หรือเพื่อให้น้ำแทรกตัวอยู่ในร่องยางได้ ส่วนดอกยางก็ทำหน้าที่ยึดเกาะ หรือสัมผัส กับผิวถนนทั้งเปียกและแห้ง ฉะนั้นในหน้าฝนควรสำรองยางรถยนต์ของคุณกันสักนิด ว่าพอมีดอกยางเพื่อรีดน้ำออกจากยาง เพื่อการยึดเกาะที่ดีแล้วหรือยัง เพื่อความปลอดภัยในการขับขี่ของทุกท่าน 

     การเลือกใช้ดอกยางนอกจากจะคำนึงถึงความสวยงามการเลือกคุณสมบัติที่เหมาะสมจะช่วยให้การใช้งานมีประสิทธิภาพ
มากขึ้น เพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ สำหรับดอกยางในท้องตลาดสามารถแบ่งออกเป็น 4 แบบ ด้วยกันคือ

1. ดอกละเอียด ( RIB PATTERN ) มีลักษณะเป็นลายดอก และร่องที่คดโค้งหรือเป็นเหลี่ยมเป็นแถวยาวตามเส้นรอบวง ของยาง ร่องยางที่ตื้นช่วยในการระบายความร้อน เกาะถนนได้ดี ขับขี่บังคับเลี้ยวได้ง่ายป้องกันการลื่นไถลออกด้านข้างได้ดีเยี่ยม ดอกยางชนิดนี้เหมาะสมอย่างยิ่งกับรถโดยสาร

2. ดอกบั้ง ( LUG PATTERN ) ดอกบั้งมีลักษณะลายดอกและร่องยางเป็นแนวขวางกับเส้นรอบวงของยาง โดยร่องยาง จะมีความลึก เนื้อยางมีมาก เวลารถเคลื่อนที่จะเกิดแรงกรุยสูง และมีอายุการใช้งานทนทานกว่าดอกยางแบบอื่น ๆ เหมาะกับ รถบรรทุกขนาดใหญ่ ( ล้อหลัง ) รถจี๊ป หรือรถที่วิ่งในอัตราความเร็วปานกลางจนถึงต่ำ

3. ดอกผสม ( RIB –LUG PATTERN ) ยางแบบดอกผสมเป็นการผสมระหว่างยางดอกละเอียดและลายดอกบั้ง โดยตรงกลางของหน้ายางจะเป็นลายแบบยางดอกละเอียด แต่ด้านซ้ายและขวาเป็นลายดอกบั้งยางดอกผสมนี้จึงทั้งกำ ถนนป้องกันรถไถลออกด้านข้าง และมีแรงกรุยดี นำมาใช้ได้ทั้งล้อหน้าและล้อหลังวิ่งบนทางขรุขระหรือลาดยางก็ได้ เหมาะกับรถที่วิ่งด้วยความเร็วปานกลาง

4. ดอกบล็อก (BLOCK ) ยางชนิดนี้มีหน้ายางเป็นลักษณะก้อนเหลี่ยมหรือโค้งมน เรียงตัวกันคล้ายอิฐบล็อกปูทางเดิน แต่จะมีช่องว่างระหว่างบล็อก ซึ่งถ้ามองตามเส้นรอบวงของยาง จะเห็นร้องเหมือนกับยางดอกละเอียดเหมาะที่จะใช้กับ

ทุกสภาพถนน ไม่ว่าจะเป็นบนพื้นทราย หรือโคลน มีสมรรถนะเกาะถนนได้ดีมาก ผู้ขับขี่บังคับเลี้ยวหยุดรถได้ง่าย ปัจจุบันมีใช้กับยางเรเดียล ที่ใช้ความเร็วสูง โดยเฉพาะรถเก่า Image

รถยนต์ไฮบริดคืออะไร ?

จากราคาน้ำมันที่ทำสถิติสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ หลายฝ่ายกำลังมองหาพลังงานทดแทนรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น แก๊สโซฮอล์ ไบโอดีเซล หรือแม้แต่ ก๊าซ เอ็นจีวี หรือ แอลพีจี พลังงานเหล่านี้บางอย่างอาจจะไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่ต้องยอมรับว่ายังไม่ได้รับความนิยมเท่าที่ควร ด้วยเหตุผลนานาประการ ทั้งการประชาสัมพันธ์ รวมถึงความแคลงใจในประสิทธิภาพ

จึงเกิดความหวังใหม่ที่หลายคนเฝ้ารอ และถูกกล่าวถึงมากขึ้นทุกวันนั่นคือ รถยนต์ไฮบริด หรือเครื่องยนต์ไฮบริด โดยจะเข้ามาเป็นอีกหนึ่งทางเลือก ในการประหยัดเงินในกระเป๋า  แต่มีหลายคนยังสับสน และไม่ค่อยเข้าใจว่า ไฮบริด คืออะไร?

โตโยต้า พรีอุส รถยนต์รุ่นแรกของโลกที่นำระบบไฮบริดมาใช้ในเชิงพาณิชย์

ลองมาทำความรู้จักกับพลังขับเคลื่อนรูปแบบใหม่ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ยังอยู่บนพื้นฐานเดียวกับรถยนต์ทั่วไป แต่เป็นจุดลงตัวทั้งในเรื่องความประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิง มลพิษ และมีสมรรถนะ ไม่ได้ด้อยกว่ารถยนต์ทั่วไปที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายในที่เราๆ ท่านๆ ใช้กันอยู่ในปัจจุบันเลย…และถึงตอนนี้ รถยนต์ไฮบริดก็ไม่ใช่เรื่องที่ไกลตัวเกินไป

จุดเริ่มต้นแห่งเทคโนโลยีทันสมัย

ถ้าแปลกันตรงๆ แล้ว ไฮบริด เอ็นจิน (HYBRID ENGINE) ก็คือขุมพลังลูกผสม ส่วนจะเป็นการจับคู่ระหว่างอะไรกับอะไร……นั่นก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง
แต่ที่เป็นอยู่ในปัจจุบันและกลายเป็นมาตรฐาน ในการจำกัดความของเครื่องยนต์ไฮบริด คือเป็นการทำงานร่วมกับเครื่องยนต์สันดาปภายใน (เบนซินหรือดีเซล) กับมอเตอร์ไฟฟ้า ในการช่วยส่งกำลังขับเคลื่อนให้กับตัวรถ

 โตโยต้าถือเป็นผู้ผลิตรถยนต์รายแรกของโลก ที่สามารถนำเทคโนโลยีไฮบริดมาใช้ในการผลิตเชิงพาณิชย์ หรือ MASS PRODUCTION กับการเปิดตัวรุ่นพรีอุสในปี 1997 ก่อนที่ฮอนด้าจะส่งรุ่นอินไซต์ ตามออกมาประกบในปี 1999 หลังจากนั้น ตลาดกลุ่มนี้ก็ได้รับความนิยมอย่างต่อเนื่อง และมีรุ่นใหม่ๆ ถูกส่งออกมาขาย โดยมีโตโยต้าและฮอนด้าเป็น 2 ค่ายหลักที่ทำตลาด

สิ่งที่ทำให้ระบบไฮบริดได้รับความนิยมก็คือ ความที่ไม่แตกต่างจากเครื่องยนต์แบบเดิมๆ มากจนเกินไป เพราะส่วนประกอบพื้นฐานของระบบไฮบริด ยังต้องใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นระบบหลักของการขับเคลื่อน แต่มีมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่เสริมการทำงาน และแบตเตอรี่สำหรับเก็บกระแสไฟฟ้าเพิ่มเข้ามา รถยนต์ไฮบริดยังต้องเติมน้ำมันเชื้อเพลิงเหมือนกับรถยนต์ทั่วไป แต่จากการที่มีมอเตอร์ไฟฟ้าเข้ามาช่วยทำงาน ทำให้ประหยัดน้ำมันขึ้น และมีระบบที่เข้ามาช่วยให้มีค่าลดมลพิษในไอเสียต่ำลง

รูปแบบการทำงานของระบบไฮบริดแบบซีรีส์

อย่างไรก็ตาม รถยนต์ไฮบริดน่าจะได้รับความนิยมในวงกว้างมากกว่านี้ หากในช่วงแรกที่ถูกเปิดตัวออกมา เป็นการนำระบบไฮบริดมาติดตั้งกับรถยนต์ที่มีขายอยู่ ไม่ใช่พัฒนาขึ้นมาใหม่ทั้งคันเหมือนอย่างในช่วงแรก เพราะนั่นทำให้ทั้งพริอุสและอินไซต์ มีราคาแพงจนคนที่นั่งคิดและวิตกเรื่องค่าน้ำมัน ไม่สามารถเอื้อมมือไปซื้อได้ และกลายเป็นของเล่นเศรษฐีไปโดยปริยาย จนกระทั่งฮอนด้าเปิดตลาดด้วยการนำมาวางในรถยนต์ที่มีขายอยู่ในตลาด นั่นก็คือรุ่นซีวิค จึงทำให้รถยนต์ไฮบริดเริ่มเป็นสิ่งที่คนส่วนมากสามารถเข้าถึงได้ง่ายขึ้น

ในตอนนี้ไม่ได้มีแค่ 2 บิ๊ก จากแดนปลาดิบเท่านั้นผูกขาดในตลาด ฟอร์ดและจีเอ็มก็พัฒนารถยนต์ไฮบริดออกมาขาย โดยใช้พื้นฐานของเอสเคปและซิลเวอราโด ซึ่งเป็นเอสยูวีและปิกอัพที่มีขายอยู่ในตลาด นอกจากนี้ยังมีอีกหลายค่ายที่ได้เปิดตัวรถต้นแบบออกมาแต่ยังไม่ขาย อย่างค่ายมาสด้าที่เตรียมจะนำระบบไฮบริดมาใช้ในเอสยูวีรุ่นทริบิวต์ ขณะที่ค่ายนิสสัน บีเอ็มดับเบิลยู และเดมเลอร์ไครสเลอร์ ก็เตรียมโดดลงเล่นในตลาดนี้เช่นกัน

แบบพาราลเรล

ไฮบริดทำงานกันอย่างไร?

แม้ว่าระบบไฮบริดที่ใช้กันอยู่ในปัจจุบันจะมีพื้นฐานของการจับคู่ระหว่างเครื่องยนต์สันดาปภายในกับมอเตอร์ไฟฟ้า แต่จริงๆ แล้ว หลักการทำงานแตกต่างกัน และแบ่งออกเป็น 3 ประเภทใหญ่ คือ

– ซีรีส์ ไฮบริด (SERIES HYBRID) ซึ่งกำลังขับเคลื่อนหลักมาจากมอเตอร์ไฟฟ้า เครื่องยนต์ทำหน้าที่ปั่นตัวชาร์จกระแสไฟฟ้าเพื่อส่งมาเก็บในแบตเตอรี่ และมอเตอร์ไฟฟ้าก็ใช้กระแสไฟฟ้าจากแบตเตอรี่ มาขับเคลื่อนตัวรถ

แบบซีรีส์/พาราลเรล
Image

– พาราลเรล (PARALLEL HYBRID) ทั้งเครื่องยนต์ และมอเตอร์ไฟฟ้าทำหน้าที่ขับเคลื่อนตัวรถ โดยกำลังที่ถูกส่งออกมาจะผันแปรไปตามสภาพการขับขี่ และในระบบนี้ มอเตอร์ไฟฟ้าจะไม่สามารถขับเคลื่อนตัวรถเพียงอย่างเดียว แต่มีหน้าที่แค่เสริมการขับเคลื่อนให้เครื่องยนต์ และชาร์จกระแสไฟฟ้า เข้าไปเก็บในแบตเตอรี่

ซีรีส์/พาราลเรล (SERIES/PARALLEL HYBRID) เป็นรูปแบบที่ผสมจุดเด่นของทั้ง 2 แบบเข้าด้วยกัน และเป็นรูปแบบที่นิยมใช้ในรถยนต์ไฮบริดรุ่นปัจจุบัน มอเตอร์ไฟฟ้า (ช่วงความเร็วต่ำจนถึงปานกลาง) และเครื่องยนต์สามารถขับเคลื่อนได้เพียงลำพัง (ความเร็วสูง) หรือทั้ง 2 จะผสานการทำงานในการขับเคลื่อนก็ได้ (เร่งแซง) เพื่อประโยชน์สูงสุดในด้านความประหยัดน้ำมันและสมรรถนะในการขับขี่